ลูกน้องไม่ได้ดั่งใจ..ทำไงดีคะบอส

 

สวัสดีเหล่าสมาชิก BallonArtToGo ทุกท่านค่ะ  วันแรงงานใกล้เข้ามาอย่างนี้   BallonArtToGo ก็บิสซี่สุด ๆ เช่นกันจากลูกค้าที่เข้ามาติดต่อเพื่อให้ร้านลูกโป่งของเราไปทำซุ้มลูกโป่ง และจัดลูกโป่งให้ในวันแรงงาน  บทความที่แล้วแอดมินเขียนถึงคุณลูกน้องทั้งหลาย ที่ต่างก็มีเจ้านายให้ต้องบริหาร  บทความนี้จึงขอไม่เอียงข้าง .. โดยการเขียนถึงคุณเจ้านายทุกท่านบ้างค่ะ  ว่าในกรณีที่ลูกน้องอาจจะ “ไม่เป็นดั่งใจ”  นายใหญ่อย่างเราจะมีวิธีการจัดการอย่างไร  ตามไปฟังกันค่ะ

ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า  ลูกน้องที่ “ไม่ได้ดั่งใจ” นั้น  แบ่งเป็น 2 แบบนะคะ

1 ทำความผิดที่ไม่ร้ายแรงมาก ไม่ได้ผิดกฎระเบียบของบริษัท หรือผิดก็ไม่มาก  ปล่อยไว้ก็ได้  .. แต่ถ้าปล่อยนานไปอาจจะทำให้บรรยากาศของการทำงานอึดอัด หรือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี  ยกตัวอย่างที่เห็นกันบ่อย ๆ เช่น นิสัยส่วนตัวของพนักงานบางคนที่อาจจะช่างซุบซิบนินทา จับกลุ่มเม้าส์คนโน้นคนนี้ไปเรื่อย  หรือบางคนก็ไม่รักษาเวลา มาสายเป็นประจำ แต่ไม่ได้สายมากจนน่าเกลียด  5 นาที 10 นาที  แต่ก็สายมันได้ทุกวัน

2 ทำความผิดที่ร้ายแรง เรียกว่าถึงขั้นผิดกฎระเบียบขอบบริษัท ปล่อยไว้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี หากไม่เตือนแล้วพนักงานทำอีก อาจเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือชีวิตได้

ทีนี้มาดูกันค่ะว่า  #วิธีการจัดการกับพนักงานทั้ง 2 แบบนี้ มีแนวทางต่างกันอย่างไร

#ความผิดประเภทแรก  สิ่งที่บอสต้องทำคือ “ให้คำปรึกษา” หรือ “จัดพี่เลี้ยง” หรือ จัดให้เข้าฝึกอบรมค่ะ  พนักงานกลุ่มนี้ปกติมีพื้นฐานที่ดีอยู่มาก  เพียงแต่มีนิสัยบางอย่างที่ต้องปรับปรุงเท่านั้น  ซึ่งนิสัยที่ว่านี้..บางทีเขาอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้นะคะว่ามันทำให้ที่ทำงานเดือดร้อนหรือไม่สบายใจ  ลองเปิดอกพูดคุยกันดี ๆ  พูดแต่ข้อเท็จจริง  ไม่ใช้อารมณ์ ไม่วิพากษ์วิจารณ์โดยใช้อารมณ์ส่วนตัว   จัดพนักงานอาวุโสมาเป็นต้นแบบหรือเป็นพี่เลี้ยงให้   วีธีการนี้ละมุนละม่อมค่ะ แต่บอสเองก็ต้องเตรียมใจว่า พนักงานเขาเปลี่ยนได้แน่ ๆ  แต่ต้องให้เวลาเขาหน่อยนะคะ  และเมื่อเขาเปลี่ยนได้แล้ว เราจะได้พนักงานนิสัยดี ๆ คนหนึ่งกลับมาทีเดียว  แถมเค้าอาจจะรักองค์กร รักบอสมากกว่าเดิมก็ได้นะคะ

#ส่วนความผิดประเภทหลังนี่..ร้ายแรงถึงชีวิตและทรัพย์สิน  ควรจะลงโทษกันล่ะค่ะ ซึ่งจะลงโทษขั้นไหนก็ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบขององค์กร   ก่อนลงโทษก็ควรมีการสืบสวนสอบสวนให้แน่ใจเสียก่อน ให้พนักงานตระหนักว่าเขาได้ทำผิดจริง และยอมรับการลงโทษนั้นด้วยความเข้าใจ  แบบนี้แล้ว..การลงโทษก็จะเป็นการดีกับทั้งตัวพนักงานเองที่จะหลาบจำและไม่ทำผิดซ้ำ  อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างให้แก่พนักงานคนอื่นด้วย

เป็นอย่างไรคะ .. เรื่องกฎระเบียบที่หลายคนกลัว  อ่านแล้วก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ใช่ไหมคะ  บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎหมายแหล่ะเนอะ   BallonArtToGo ก็ขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานทุกท่านนะคะ  ใครที่เป็นเจ้านายก็ขอให้ได้ลูกน้องที่ขยันเรียนรู้ ขยันทำงาน  ใครที่เป็นลูกน้องก็ขอให้ตั้งใจทำงานและพัฒนาตนเองอยู่เสมอนะคะ  และหากที่ออฟฟิศจะจัดงานรื่นเริงเมื่อไหร่  ก็อย่าลืมนึกถึงร้านลูกโป่งที่ชื่อ BallonArtToGo  ให้ไปสร้างบรรยากาศแห่งความสุขให้ทุกสำนักงานนะคะ

 

#BalloonArt #MagicTank #HappinessAmbassador #BalloonArtToGo #Call021361234

ทำงานอย่างไรให้เครียดน้อย

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วนะคะ  เผลอแป๊บเดียวก็จะเข้าครึ่งปีแล้ว  มีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำอีกตั้งมากมายเนอะ  แต่สำหรับชาว BalloonArtToGo  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักแค่ไหน ปณิธานของเราก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ  เรายังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นร้านลูกโป่งในใจของคุณ และเป็นร้านแรกที่คุณจะนึกถึงเมื่อมองหาลูกโป่งแฟนซี ลูกโป่งฟอยล์ หรือแม้แต่ซุ้มลูกโป่ง ลูกโป่งงานแต่งงานต่าง ๆ

 

งานเราก็เยอะ งานของท่านก็คงจะแยะพอกัน  ทำงานแบบนี้ความเครียดก็อาจจะถามหาได้นะคะ  วันนี้.. BalloonArtToGo ก็เลยมี 5 วิธีง่ายๆ ในการจัดการความเครียดมาฝากกันค่ะ  เป็นอย่างไรไปดูเลย

 

#มองหาสาเหตุของความเครียด ซึ่งแน่นอนว่า มาจากสาเหตุที่หลากหลาย ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องส่วนตัว BalloonArtToGo แนะนำให้ท่านลองเขียนต้นเหตุของความเครียดออกมาบนกระดาษ จากนั้นแบ่งต้นเหตุออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มต้นเหตุที่ท่านควบคุมได้ และกลุ่มต้นเหตุที่ท่านควบคุมไม่ได้ ท่านก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าสาเหตุของความเครียดที่ท่านคุมไม่ได้นั้น จะคิดมากไปก็คงไม่มีประโยชน์ ดังนั้นความเครียดกลุ่มนี้อย่าเก็บมาใส่ใจ แค่ทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอค่ะ

 

สำหรับต้นเหตุของความเครียดที่เราพอจะควบคุมได้ ก็ให้ลองมาถามตัวเองว่า..เราพอจะทำอะไรให้สถานการณ์ดีขึ้นได้บ้าง แล้วก็ลงมือทำเสีย ดีกว่ามานั่งกังวล มโน หรือวิตกจริตไปวันๆค่ะ เสียพลังงานเปล่าๆ

 

#หลีกเลี่ยงและอย่าเอาตัวเองลงไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีพลังลบ ยกตัวอย่างเช่น ท่านเข้ามาที่ออฟฟิศตอนเช้า แล้วเห็นเพื่อนร่วมงานกำลังพูดจาใส่อารมณ์หรือพูดเรื่องลบๆ กันอยู่ ท่านอาจจะเลือกเดินไปที่อื่นก่อนรอให้พวกเขาไปแล้ว หรือเปลี่ยนเรื่องพูดแล้วท่านค่อยเดินกลับมา พยายามอยากเอาตัวเข้าไปคลุกคลีในบทสนทนาที่จะส่งพลังลบให้กับตัวเรา  เชื่อ BalloonArtToGo นะคะ เมื่อท่านหลีกเลี่ยงพลังแห่งความเครียด ท่านก็จะดึงดูดสิ่งที่เป็นพลังบวกเข้าหาตัวท่านเองโดยอัตโนมัติค่ะ

 

#อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ฟันธงได้เลยว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของสาเหตุความเครียด มาจากการทำงานไม่ทัน และฟันธงได้ต่อไปว่าสาเหตุที่เราทำงานไม่ทันเพราะเรามัวเอาเวลาอันมีค่า ไปเล่นโซเชียลมีเดียหรือเสพสื่อไร้สาระบนอินเตอร์เน็ต เมื่อเราเอาเวลาไปทำสิ่งเหล่านี้…งานก็เสร็จไม่ทัน ต้องมาเร่งทำตอนใกล้จะถึงเวลาส่ง เป็นต้นเหตุหลักของความเครียด  ข้อแนะนำก็คือ จัดเวลาการใช้โซเชียลมีเดียและอินเตอร์เน็ตให้เหมาะสม บริหารเวลาให้ดี รู้จักจัดลำดับความสำคัญ เมื่องานเสร็จทันเวลาเชื่อสิคะว่าท่านจะมีความสุขมากๆจนบอกไม่ถูกเลยทีเดียว และเมื่องานเสร็จแล้วค่อยเอาเวลาที่เหลือไปเล่นโซเชียลมีเดียก็ยังทันค่ะ

 

#ไม่เข้าร่วมกันนินทาไม่ว่ากรณีใดๆ  หลายคนจะเถียงว่ามันตั้งวงเมามอยนั้นสนุกดีออก หัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก ไม่เห็นจะเครียดตรงไหนเลย แต่ผลการวิจัยออกมาแล้วนะคะว่า จิตใต้สํานึกลึกๆ เรารู้ว่าการนินทาเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ และไม่ถูกต้อง ระหว่างนินทาใจของเราเอาเครียดโดยไม่รู้ตัวค่ะ ดังนั้นคงดีกว่าหากเราเลือกที่จะพูดถึงคนอื่นแต่ในแง่ดีนะคะ

 

#สร้างความสมดุลระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า  work Life balance เมื่ออยู่ที่ทำงานก็จงทำงานให้เต็มที่โดยไม่เอาเวลาไปทำหรือคิดเรื่องส่วนตัว แต่เมื่อกลับมาบ้านอยู่กับครอบครัวแล้วก็อย่าเอาโลกภายนอกเข้ามาในบ้านด้วย จงให้ความสนใจทั้งหมดไปกับสมาชิกในครอบครัว พยายามอย่าให้บ้านของเราเป็นสังคมก้มหน้า  5 จงให้ความสำคัญกับคนจริงๆอ้ายที่มีชีวิตจิตใจ มีเลือดเนื้อ มีลมหายใจที่อยู่ตรงหน้าเราจะดีกว่าค่ะ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จริงยิ่งกว่าของจริงนะคะ

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ เคล็ดลับจัดการกับความเครียดที่ BalloonArtToGo นำมาฝาก และยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีมากๆ ทำก็ง่ายด้วย คือการแวะเข้ามาเลือกชมลูกโป่งลวดลายและสีสันน่ารักโดนใจ การันตีได้เลยว่า…เข้ามาที่ BalloonArtToGo แล้ว จะต้องมีรอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้าแน่นอนค่ะ เพราะการสร้างความสุขให้กับทุกคนบนโลกนี้ด้วยลูกโป่ง คืองานของ BalloonArtToGo ค่ะ

#BalloonArt #MagicTank #HappinessAmbassador #BalloonArtToGo #Call021361234 _

 

คิดสร้างสรรค์ คิดให้สวย ด้วยพวกเราทุกคน

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  แอดมินได้เอาเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเราชาว BalloonArtToGo มาฝาก นั่นคืองานชุดพระวิหารเป่าลมและยักษ์วัดพระแก้วแห่งแรกของประเทศไทยและของโลก เป็นงานที่เราชาว BalloonArtToGo ภาคภูมิใจเป็นอย่างมากค่ะ ต้องขอบคุณกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่จัดโครงการให้เราได้มาพัฒนาตัวเองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกโป่งให้ก้าวข้ามข้อจำกัดไปได้มากมาย ที่สำคัญ.. งานพระวิหารเป่าลมนี้กำลังจะได้ไปอวดโฉมที่นครชิคาโกในสัปดาห์หน้านี้แล้วค่ะ บรรยากาศเป็นอย่างไร  Adminจะเก็บภาพมาฝากสมาชิกกันนะคะ

แต่ในสัปดาห์นี้ ก็เป็นหัวข้อที่ต่อเนื่องจากงานพระวิหารสูบลมค่ะ มีสมาชิกสอบถามกันเข้ามาเยอะว่าทำอย่างไรทีมงานของ BalloonArtToGo จึงมี #ความคิดสร้างสรรค์ ได้มาก จนกระทั่งเกิดนวัตกรรมชิ้นแรกของโลกขึ้นมาได้แบบนี้ วันนี้ BalloonArtToGo  จึงขอมาเแบ่งปันเคล็ดลับที่ทำให้ทีมงานมีไอเดียกระฉูดได้ตลอดเวลามาฝากกันค่ะ  ออฟฟิสไหนเห็นว่าดี เอาไปลองทำกันเลยค่ะ  ทำแบบนี้นะคะ

#ไอเดียมาได้จากทุกคน : ผู้บริหารต้องเห็นว่า พนักงาน”ทุกคน” เป็นต้นกำเนิดไอเดียสุดบรรเจิดได้ทั้งสิ้น คือต้องไม่ผูกขาดหรือให้อำนาจคนแค่บางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้นที่มีสิทธิ์เสนอไอเดีย หากทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการสร้าง “คอกขังไอเดีย” เลยทีเดียวค่ะ  อย่าลืมว่า..คนเดิม ๆ ก็มีไอเดียแบบเดิมๆ นะคะ  ลองฟังทุกคน ทุกชั้น ทุกแผนกดูบ้าง  อาจได้ไอเดียที่บรรเจิดอย่างไม่น่าเชื่อนะคะ

 

#สร้างเวที : เพื่อให้หลักการในข้อ 1 เป็นจริงขึ้นมา ผู้บริหารคงต้องสร้างเวทีให้ทุกคนได้มีโอกาสเสนอไอเดียค่ะ เช่น บริษัทของท่านอาจจะจัด “วันเปิดสมอง” ขึ้น 6 เดือนครั้ง วันนี้ทุกคนจะมีโอกาสเสนอไอเดียได้ไม่จำกัด คิดดูสิคะ..ถ้าไม่ทำแบบนี้ คุณป้าแม่บ้านทำความสะอาดที่ไหนจะกล้าลุกขึ้นมาเสนอไอเดียบรรเจิดล่ะคะ

 

#สร้างกติกาในการเสนอไอเดีย : เมื่อเรามีเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเสนอไอเดียแล้ว เราก็ควรมีกติกากำกับไว้ด้วยนะคะ กติกาเมื่อเปิดฟลอร์รับไอเดียได้แก่

@มีคนเขียนกระดานคนเดียว  คน ๆ นี้มีหน้าที่เขียนอย่างเดียวเท่านั้น  อะไรก็ตามที่หลุดจากปากสมาชิกมา  คนๆ นี้จะเขียนลงบนกระดานให้ละเอียดที่สุด

@อะไรก็ตามที่ผุดขึ้นในหัวแต่ละคน  ให้พูดมันออกมาเลย  โดย

*ห้ามคิดก่อนพูด  คิดอะไรก็ให้พูดออกมาเลย

*ห้ามกรองก่อนพูด เช่นกรองว่า ไอเดียนี้น่าจะทำยาก…ไม่พูดดีกว่า หรือ ไอเดียนี้บริษัทเราน่าจะไม่มีงบ…ไม่พูดดีกว่า  ณ จุดนี้ไม่ต้องคิดถึงความเป็นไปได้ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องงบประมาณ ไม่ต้องคิดว่าใครจะเป็นคนทำ  เรามีหน้าที่เสนอไอเดียอย่างเดียวค่ะ จำไว้

*แรก ๆ ไอเดียจะพลุ่งพล่าน จนคนเขียนแทบเขียนไม่ทัน  แต่หลัง ๆ ไอเดียจะเริ่มฝืด  เราจะหยุดเมื่อไม่มีคนเสนอไอเดียแล้ว

*จากนั้นค่อยเอาไอเดียที่อยู่บนกระดานมากรอง ว่าอันไหนเป็นไปไม่ได้ อันไหนทำได้ยาก อันไหนทำได้ง่าย อันไหนต้องใช้งบเยอะ อันไหนจะมอบหมายให้ใครทำ   ในขั้นตอนนี้ไอเดียหลายข้อก็จะถูกแบนไป  แต่แน่นอนว่าไอเดียแจ่ม ๆ หลายข้อจะยังคงอยู่นะคะ

*เอาไอเดียที่บรรเจิดและได้รับคัดเลือกมาลงรายละเอียด เช่น ระยะเวลาที่งานต้องเสร็จ งบประมาณที่ต้องใช้ ที่สำคัญ…ใครทำ  ตรงนี้เราขอเตือนนะคะ ว่าท่านผู้บริหารต้องกำหนดกติกาว่า “คนเสนอไอเดียไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบโปรเจ็คนั้น”  คิดดูสิคะว่า … หากใครเสนอคนนั้นต้องทำ ใครจะอยากเสนอไอเดียล่ะคะ  งานตอนนี้ก็เยอะอยู่แล้ว จะเสนอไอเดียให้งานงอกอีกทำไม  สิ่งที่ควรเป็นก็คือ  ท่านต้องมองไปรอบ ๆ แล้วมอบหมายงานนั้นให้กับผู้ที่ความสามารถเหมาะสม และภาระงานน้อยที่สุดค่ะ  พยายามกระจายความรับผิดชอบไปให้ทั่วๆ  รับรองลูกน้องจะรักท่าน และกล้าเสนอความคิดเห็นขึ้นมากเชียวค่ะ

นี่แหละค่ะ…คือวิธีการและเคล็ดลับที่บริษัทลูกโป่งเล็กๆอย่างเราใช้มาตลอด และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านโยบายที่เปิดกว้างรับไอเดียจากทุกคนนั้น มันยอดเยี่ยมเพียงใด วันนี้ยักษ์วัดพระแก้วเป่าลม…คือบทพิสูจน์ความคิดสร้างสรรค์ของเราชาว BalloonArtToGo ค่ะ

#BalloonArt #MagicTank #HappinessAmbassador #BalloonArtToGo #Call021361234 _

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่ทำงานแห่งความสุข

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ อันนี้อย่างที่บอกว่าเล่นซีรีย์เรื่องความสุขในที่ทำงานทิ้งท้ายก่อนที่ Admin จะบินลัดฟ้าไปไกลถึงนครชิคาโก เพื่อให้พระวิหารสูบลมได้ทำหน้าที่เป็นประตูต้อนรับผู้มาเยี่ยมพื้นที่ของประเทศไทยในงาน NRA  เราไปอย่างแสนมีความสุข เพราะเราทำงานในที่ทำงานแสนสุข จึงได้สร้างสรรงานดี ๆ ออกมาเพื่อคุณลูกค้าและประเทศไทย  เราลองมาดูกันนะคะว่า อะไรทำให้พนักงานมีความสุข

 

#การได้ทำงานที่เหมาะสมกับตัวเอง น่าแปลกใจนะคะ…สิ่งที่พนักงานพอใจสูงสุด ไม่ใช่เงินทองหรือสวัสดิการอะไรเลย  แต่เป็นเนื้องานที่เหมาะกับตนเองต่างหาก  มีงานวิจัยเกี่ยวกับความพึงพอใจของพนักงานหลายครั้งในรอบ 40 กว่าปีที่ผ่านมานี้  และทุกครั้งผลออกมาคงเดิม คือ “เนื้องานที่เหมาะสม ทำให้พนักงานมีความสุข” ค่ะ  ดังนั้นก่อนมอบหมายให้พนักงานทำอะไร จงพิจารณาความรู้ความสามารถของพนักงานเสียก่อน  แล้ว put the right man on the right job ค่ะ

 

#งานที่ทำต้องยาก “นิดหน่อย” ยากนิดเดียวพอนะคะ  ถ้ายากมากไปพนักงานก็ท้อแท้  ถ้างานง่ายไปพนักงานก็จะเบื่อ  ถ้ามีงานสัก 10 งาน  ให้พนักงานทำได้ตามเป้าสัก 8 ครั้ง  อีก 2 ครั้งที่เหลือทำไม่ได้ตามเป้า เพราะเป้ามันสูงไปหรือยากเกินไป  แค่นี้ก็จะทำให้พนักงานรู้สึกสนุกกับงานได้แล้วล่ะค่ะ

#ให้พนักงานได้ออกความเห็น และความเห็นของเขาถูกรับฟัง : เราพูดเรื่องนี้มันมาประมาณ 3-4 บทความแล้วนะคะ และมันก็ยังคงเป็นจริงตามนั้น มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อยากแสดงความคิดเห็น ดังนั้นหากเขาสามารถออกเสียง ให้ข้อเสนอแนะได้ มนุษย์จะรู้สึกมีความสุขมาก  ยิ่งถ้าข้อเสนอแนะนั้นถูกนำไปทำให้เป็นรูปธรรม เขาก็จะยิ่งภูมิใจในตัวเองค่ะ

#ผลักดันให้พนักงานสุขภาพดี สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานดูแลสุขภาพตัวเอง  ตอนนี้หลายที่ทำแล้ว..เพราะพบว่าสุขภาพมีผลต่อความสุขในที่ทำงานจริง ๆ  หลายที่ติดเครื่องนับก้าวให้พนักงานเลย และใครที่เดินได้จำนวนก้าวสูงที่สุดได้เงินรางวัลทุกเดือนค่ะ  และถ้ามีอาหารเป็นสวัสดิการให้พนักงานก็ควรเป็นอาหารสุขภาพด้วยก็จะยิ่งทำให้พนักงานมีความสุขค่ะ

#สื่อสารเป้าหมายขององค์กรกับพนักงานบ่อย ๆ เช่นถ้าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจบริการ ก็ให้เน้นย้ำให้พนักงานให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการให้มาก พนักงานคนใดบริการได้ดีหรือได้รับคำชมจากลูกค้าก็ได้รับคำชื่นชมจากผู้บริหาร พนักงานที่รับเข้ามาทำงานใหม่ก็ควรมีความโดดเด่นด้านจิตบริการ  พนักงานจะได้มีเป้าหมายการทำงานที่แน่นอนค่ะ

#กิจกรรม กิจกรรม และกิจกรรม กระตุ้นให้พนักงานรวมตัวกันทำกิจกรรมที่เน้นปฏิสัมพันธ์แบบซึ่งหน้าให้มาก ๆ (งดพวกกิจกรรมออนไลน์ที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันจริง ๆ)  กิจกรรมเหล่านั้นเช่น กีฬา ศิลปะประดิษฐ์ ทำอาหาร เกษตรฯ  โรงแรมหนึ่งที่แอดมินรู้จัก  ถึงกับมีแคมเปญว่า พนักงานที่รวมตัวกันทำกิจกรรมตั้งแต่ 8 คนขึ้นไป  โรงแรมมีเบี้ยเลี้ยงให้ไปจัดกิจกรรมกลุ่มถึง 5,000 บาท เลยทีเดียว  พนักงานกลุ่มนี้จึงนำเงินเชิญครูมาสอนทำลูกชุบกันค่ะ  บันเทิงเริงใจ .. บางคนทำได้ดีถึงกับมีรายได้เสริมกันเลยทีเดียวนะคะ

FB_IMG_1517181205625

แหมๆๆๆ  แค่ฟังนี่ยังรู้สึกมีความสุขเลยนะคะ  เขียนไปก็อดจะอมยิ้มไม่ได้  เพราะถ้าเราทำงานอยู่ในองค์กรที่มีความสุข ผลงานและประสิทธิภาพก็จะออกมาดีแน่นอน  และที่สำคัญ … อย่าลืมสร้างบรรยากาศแห่งความสุขโดยการประดับลูกโป่งในที่ทำงาน ขอแนะนำลูกโป่งแฟนซีหรือลูกโป่งฟอยล์ที่สกรีนข้อความให้กำลังใจ รับรองความสดใสพรุ่งปรี๊ดเลยค่ะ

#BalloonArtMakeWow

#BalloonArtToGoMagicTank

#HappinessAmbassador

#BalloonArtToGoCall021361234 _

คบเด็กสร้างโรงพยาบาล

โครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล มีเป้าหมายในการปลูกจิตสำนึกความมีส่วนร่วมกับสังคมให้เด็ก ๆ มีความรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในสังคม เขาสามารถช่วยสังคมได้ ความดีแม้เล็กน้อยก็เป็นสิ่งสำคัญที่เมื่อเราเห็นคุณค่า มันจะพัฒนาและเติบใหญ่ขึ้นในหัวใจของเด็กๆ

Balloon Art ได้ร่วมโครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล ระดมทุนเพื่อร่วมสร้างอาคารศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน ร.พ.มหาราชนครราชสีมา โดยโครงการเราใช้ปลาตะเพียนเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงการอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความอุดมสมบูรณ์ และความสุข
เหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนนิยมสานปลาตะเพียนมอบให้เด็กอ่อน
.
วันนี้โครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล จึงอยากให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสเป็นผู้ให้บ้าง โดยการนำความปรารถนาดีนั้น ส่งผ่านปลาตะเพียน กลับไปหาผู้ใหญ่ที่ต้องการกำลังใจ ในการต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยที่โรงพยาบาล ปลาตะเพียน 1 ตัว คือ 1 กำลังใจ ที่เด็กๆมอบให้ผู้ป่วย
ชวนเด็ก ๆ มาสานปลาตะเพียนกัน
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านค่ะ
==========================
ผู้สนใจทุกท่านร่วมส่งปลาตะเพียนให้กำลังใจผู้ป่วย โดยโพสบน Facebook พร้อม hashtag #คบเด็กสร้างโรงพยาบาล
หรือส่งปลาใส่ซองปิดแสตมป์ มารวมกันที่
.
[ ส่งมาที่ ]
โครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล
เลขที่ 1009/6 ถนนพระราม 3 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
==========================
ร่วมกันบริจาคสร้างศูนย์อุบัติเหตและฉุกเฉินได้ที่ บัญชี
“กองทุนหลวงพ่อกัณหาเพื่อสมทบสร้างอาคารสมเด็จพระเทพฯ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา”
.
ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 982-6-07027-0
ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 285-5-75225-5
ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 503-2-98924-6
.
ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2561
ยอดบริจาคตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปสามารถขอใบอนุโมทนาบัตรเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษีได้นะคะ
โดยแจ้งชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และหลักฐานการโอนเงิน มาที่ Line id: @littleherocsr
.
รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ใน
.
http://www.littleherocsr.com/
www.facebook.com/LittleHeroCSR

#LittleHeroCSR   

#BalloonArtMakeWow  #BalloonArtToGoMagicTank  #HappinessAmbassador #BalloonArtCSR

ทำงานให้มีความสุขกันดีกว่า

หลายบทความที่ผ่านมา BalloonArtToGo ก็ได้นำเคล็ดลับเกี่ยวกับการทำงานมาฝากกัน และดีใจที่เหล่าสมาชิกชื่นชอบค่ะ สัปดาห์นี้ BalloonArtToGo จึงมีเคล็ดลับง่ายๆในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงบวกมาฝากกันค่ะ กระซิบว่าเหมาะมาก สมาชิกที่เป็นหัวหน้างานนะคะ

 

  1. หัวไม่ขยับหางไม่ส่าย – เป็นความจริงที่ว่าหากเราอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในที่ทำงาน คนแรกที่ต้องเริ่มเปลี่ยนคือหัวหน้างานนั้นเองค่ะ ดังนั้น…จงทำให้ลูกน้องดูเป็นตัวอย่าง เช่น อยากสร้างวัฒนธรรมการมาทำงานตรงเวลา หัวหน้าก็ต้องมาตรงเวลาเสียก่อน อยากให้ลูกน้องเลิกใส่รองเท้าแตะระหว่างทำงาน หัวหน้าก็ต้องใส่รองเท้าคัทชูหุ้มส้นรัดส้นให้เรียบร้อยด้วย เป็นการส่งสัญญาณบอกทุกคนในแผนกว่า การแปลงนี้จริงจังนะ..ดูสิ..แม้แต่หัวหน้ายังทำเลย
  2. พูดคุยกันให้บ่อย – พลังบวกจะสร้างขึ้นไม่ได้ถ้าสมาชิกไม่คุยกันหรือคุยน้อย คำว่าคุยในที่นี้ไม่รวมการคุยใน LINE หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆนะคะ แต่มันหมายถึงการคุยกันแบบเห็นหน้า ดังนั้นการประชุมที่สม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการสร้างวัฒนธรรมทำงานเชิงบวกค่ะ ความถี่ที่เหมาะสมคือสัปดาห์ละครั้ง จงทำให้การประชุมมีคุณค่า ไม่เสียเวลาประชุมไปโดยเปล่าประโยชน์ เคล็ดลับก็คือควรมีวาระการประชุมไว้ก่อนล่วงหน้า ทำให้เรารู้ว่าจะคุยเรื่องอะไรกันบ้าง และคุยอยู่ในกรอบแถวนั้น ไม่ออกทะเลจนหาทางกลับไม่ได้ จะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์นะคะ
  3. คุยอะไรในการประชุม – คุณก็ควรหารือทุกอย่างตามวาระการประชุมที่วางไว้  แต่เมื่อหมดวาระแล้ว หัวหน้าควรตั้งคำถามว่า “ใครมีข้อเสนออะไรเพื่อปรับปรุงงานตรงไหนของเราให้ดีขึ้นได้บ้าง”  คุณควรรับฟังแล้วนำไอเดียเหล่านั้นไปทำให้เป็นจริงบ่อย ๆ เพราะมิฉะนั้นลูกน้องจะคิดว่า  “เสนอไปหัวหน้าก็ไม่เห็นทำเลย  จะเสนอไปทำไม”   จริงอยู่เราคงทำทุกข้อเสนอไม่ได้ เพราะอาจติดขัดเรื่องทรัพยากร  แต่หัวหน้าควรรับฟังทุกไอเดีย บางไอเดียทำไม่ได้ทั้งหมด แต่หยิบบางส่วนของไอเดียเอาไปทำก็ทำให้เจ้าของไอเดียชื่นใจแล้วล่ะค่ะ
  4. ให้ข้อมูลป้อนกลับ เชื่อไหมคะว่าสิ่งที่ลูกน้องอยากได้จากหัวหน้ามากที่สุด  คือข้อมูลป้อนกลับ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า feedback นั่นเองค่ะ ลูกน้องอยากรู้ว่า ว่าเราทำอะไรดีแล้วบ้าง และเราควรจะปรับปรุงตัวตรงไหนบ้าง หัวหน้าควรเรียนรู้ที่จะให้ feedback ในทางบวกกับลูกน้องแต่ละคนเป็นประจำ เชื่อได้เลยค่ะว่า .. ลูกน้องจะรู้สึกอบอุ่นใจ เพราะเขารู้ว่าหัวหน้าคอยมองผลงานของเขาอยู่เสมอ
  5. เอ่ยชมอย่างจริงใจ – เชื่อหรือไม่คำว่าจริงๆแล้วลูกน้องไม่ได้ต้องการเงินเดือนขึ้นตอนปลายปีมากไปกว่าคำชมเลยนะคะ แถมคำชมยังเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เงินหรือทรัพยากรใดๆทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายนี้ .. กลับเป็นสิ่งที่หัวหน้างานละเลยหรือไม่เคยทำเลยก็เป็นได้ แต่ยังไม่สายเกินไปที่เราจะลุกขึ้นมาชื่นชมลูกน้องกันบ้างนะคะ พนักงานที่เป็นเพื่อนกันก็สามารถเอ่ยชมกันได้นะคะ เพราะคำชมคือกำลังใจที่จะทำให้คนลุกขึ้นสู้ได้อย่างดีที่สุด

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ วิธีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงบวกที่ BalloonArtToGo นำมาฝากในวันนี้ ลองทำดูแล้วจะรู้ว่า พลังบวกเป็นโรคติดต่อนะคะ มันสามารถส่งถึงกันได้เชื่อเลยทีเดียว และอีกหนึ่งในเคล็ดไม่ลับการสร้างความสุขก็คือ  ออฟฟิศของคุณควรมีลูกโป่งสวยๆ สีสันสวยงาม หรือลูกโป่งแฟนซีสกรีนคำพูดเด็ดๆโดนๆ คำพูดให้กำลังใจเอาไว้ จะช่วยให้ทุกคนรักที่ทำงานและอยากมาทำงานทุกวันทีเดียวเชียวค่ะ ขอบอก

#BalloonArt

#MagicTank

#HappinessAmbassador

#BalloonArtToGo

#Call021361234

__________________

Daisy Balloon

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  ห่างหายไปนานเพราะแอดมินเองก็ไปงาน NRA ที่ชิคาโก้กลับมา  ได้นำพระวิหารเป่าลม พร้อมยักษ์และกำแพงแล้วไปอวดโฉมที่นั่น  ไว้มีโอกาสจะขอให้หน้า blog ประมวลภาพและบรรยากาศมาให้ชมแบบเต็ม ๆ นะคะ

แต่สัปดาห์นี้แอดมินมีเรื่องน่าตื่นเต้นพอ ๆ กันมาฝากค่ะ  ขณะนี้ BalloonArtToGo เป็นผู้จัดงานศิลปะลูกโป่งโดยใช้ชื่อว่า Daisy Balloon ค่ะ  งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 มิถุนายน 2561  ณ Open House  ชั้น 6 ศูนย์การค้า Central Embassy

หลายคนก็สงสัยว่า Daisy Balloon คืออะไร  ตอบว่า Daisy Balloon คือ หน่วยแสดงศิลปะของศิลปินลูกโป่ง 2 ท่านที่ชื่อ Rie Hosokai  และ Takashi Kawada  ศิลปินทั้งคู่อายุ 42 ปี  ทั้งสองมีชื่อเสียงด้านการสร้างสรรงานศิลปะจากลูกโป่ง บนธีมที่จะต้อง “สัมผัสได้ และใส่ใจคุณภาพ”    ผลงานสร้างชื่อให้ศิลปินทั้งสองคือ “ชุดลูกโป่ง” ที่ประดับด้วยลูกโป่งจิ๋วมากมาย งดงามและเป็นงานศิลปะที่ละเอียดอ่อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา  ยังไม่หมดค่ะ…ชุดลูกโป่งนี้หากดูในรายละเอียดจะพบว่า คุณภาพการสร้างสรรนั้นคือระดับสถาปนิกเลยทีเดียว     BalloonArtToGo เห็นว่าศิลปินลูกโป่งทั้งคู่ช่างน่าทึ่งมาก  จึงได้เชิญท่านมาสร้างสรรงานศิลปะจากลูกโป่งให้ชาวไทยได้ชมกันค่ะ   ซึ่งนี่นับเป็นงานลูกโป่งชิ้นใหญ่ชิ้นแรกที่จัดแสดงที่ Open House เลยค่ะ

ในงาน Daisy Balloon ครั้งนี้  เมื่อท่านขึ้นไปถึงส่วน Open House ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน  ท่านจะได้พบกับ 4 โซนใหญ่ ๆ  อันประกอบด้วย

  • Balloon Café ท่านจะได้ชิมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจจากลูกโป่ง

  • Pop-up Store ผู้เข้าชมจะได้ลองเรียนสร้างสรรศิลปะจากลูกโป่งด้วยตัวเอง

  • Open Talk by Daisy Balloon สัมภาษณ์ศิลปินทั้งสอง และชมงานศิลปะชุดนี้ได้โดยรอบ Open House

  • Kids Workshops พื้นที่ให้น้อง ๆ หนู ๆ ได้สนุกกับลูกโป่งกันอย่างเต็มที่

เอาล่ะค่ะ … คราวนี้แอดมินขอพาท่านมาชมนิทรรศการศิลปะจากลูกโป่งชุดนี้กันนะคะ

ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า สไตล์การสร้างสรรงานศิลปะของศิลปินทั้งสองนั้น มักได้แรงบันดาลใจมาจากปรัชญาและการพบปะผู้คนในท้องถิ่นนั้น  ๆ  และงานศิลปะของทั้งสองมักสื่อสารเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน  และงานศิลปะชุด FORWARD ที่ Daisy Balloon นำมาแสดงให้ BalloonArtToGo ในครั้งนี้ก็เช่นกันค่ะ

งานศิลปะชุดนี้ชื่อว่า FORWARD นะคะ   และงานศิลปะชิ้นที่ชื่อเดียวกับนิทรรศการก็คือชิ้นนี้ค่ะ1

ซึ่งแรงบันดาลใจก็มาจาก การที่ศิลปินทั้งสองได้มาเที่ยวเมืองไทยและสัมผัสได้ถึงพลังงานของชาวไทย ที่เปรียบเสมือนจุดเล็ก ๆ ที่มีจุดหมายต่างกันไป  แต่เราก็มีพื้นฐานจากวัฒนธรรมเดียวกัน   เมื่อรวมกันแล้ว..เราจะกลายเป็นมวลขนาดใหญ่ที่จะสามารถขับเคลื่อนสังคมไทยไปด้วยกัน

รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยนั้นรักอิสระ  รูปทรงของ forward จึงพริ้วไหว  เหมือนการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความแตกต่าง

ผลงานชิ้นนี้ยังเป็นศูนย์รวมของงานศิลปะชิ้นย่อย อันประกอบด้วย “การเกิด”  “การเติบโต”  “การพบเจอ”  “การรวมกัน” และ “การสรรสร้าง” ค่ะ

การเกิด

32

ผลงาน “การเกิด” นั้นประกอบด้วยงานศิลปะชิ้นเล็ก 5 ชิ้น ที่สะท้อนการเกิดแบบต่าง ๆ  การเกิดนั้นเป็นจุดแรกที่มนุษย์ได้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์”   งานศิลปะชิ้นเล็กแต่ละชิ้นมีความละเอียดอ่อนมากมาย  ทำให้เราต้องส่องดูสิ่งที่อยู่ข้างในค่ะ

 

4

5

 

“การเติบโต”

ศิลปะชิ้นที่ชื่อว่า “การเติบโต” นั้น สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ แม่ และลูกค่ะ  ซึ่งในการใช้ชีวิตครอบครัว แน่นอนว่าทุกวันที่ผ่านไป  เราทุกคนล้วน “เติบโต” ขึ้นทางด้านร่างกายหรือจิตใจ ทางใดทางหนึ่งแน่นอน   สมาชิกในครอบครัวต่างก็เป็นแรงให้สมาชิกคนอื่นเติบโตหรือพัฒนาตัวเองไปในทิศทางต่าง ๆ

 

6

 

“การพบเจอ”

ผลงานชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้มีเพียงแต่ความสัมพันธ์จากครอบครัวเท่านั้นที่สำคัญ  แต่เราควรใส่ใจกับความสัมพันธ์อื่น ๆ ที่เราพบเจอรอบตัวเราด้วยเช่นกัน

7

“การรวมกัน”

เป็นผลงานที่สะท้อน “ความเป็นปัจเจก” และการอยู่ร่วมกันค่ะ   สีและรูปร่างที่แตกต่างกันแสดงให้เห็นว่า แต่ละองคาพยพในสังคมหรือประเทศชาตินั้นไม่เหมือนกัน  แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวและสันติ

8

และ“การสรรสร้าง” คือการที่ความแตกต่างมารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรสิ่งใหม่นันเองค่ะ

9

เป็นอย่างไรบ้างคะ  กับงานศิลปะจากลูกโป่งโดยศิลปินระดับโลกที่ BalloonArtToGo เชิญมาจัดแสดงนิทรรศการ  ก็หวังว่าจะได้เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับลูกโป่งให้กับชาวไทยใช่ไหมคะ  หลาย ๆ คนมาชมงานนิทรรศการครั้งนี้แล้วก็อุทานว่า  “ไม่น่าเชื่อเลยว่าลูกโป่งจะสามารถสร้างสรรเป็นงานศิลปะได้แบบนี้”

แต่อย่างไรก็ตาม  ลูกโป่งก็ยังเป็นลูกโป่งใช่ไหมคะ มีความกลม มีความโค้งและน่ารัก  ที่สำคัญสีสันก็สดใส ตื่นตาตื่นใจกับทุกคนได้ชมแน่นอน

ถ้าใครได้ไปชมนิทรรศการนี้แล้วก็สามารถติดตามศิลปินได้ที่เว็บไซต์ของ Daisy Balloon นะคะ

แต่ถ้าใครยังคงมองหาลูกโป่งสำหรับโอกาสต่าง ๆ ก็อย่าลืมว่า เราชาว BalloonArtToGo ก็ยังคงรอต้อนรับทุกท่านอยู่ทุกสาขาใกล้บ้านท่านค่ะ

Kai Poomjai Balloon Art

#MagicTank

#HappinessAmbassador

#BalloonArtToGo

#Call021361234