ทำอย่างไรให้เครียดน้อย

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  ทำงานกันมาครึ่งปีแล้ว เชื่อว่าที่ผ่านมาหลายคนตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เรียกว่า “ความเครียด” กันมาบ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมคะ  เราชาว BalloonArtToGo เข้าใจทุกคนนะคะ เพราะคนทำลูกโป่งอย่างเรา แม้จะทำงานที่สายงาม มีความสุข สนุกสนาน  แต่หากเงื่อนไขต่าง ๆ ค่อนข้างบีบคั้น ความเครียดก็ถามหากันได้ทุกคนนะคะ  เอาล่ะค่ะ..อย่ารอช้าเลย วันนี้เรามีเทคนิคทำอย่างไรให้เครียดน้อยมาฝากกันค่ะ

 

  1. นอนให้พอ : เรื่องนี้เหมือนจะเบสิกมาก  แต่เชื่อไหมคะว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนเครียดมากกว่าที่ควรจะเป็นค่ะ  ร่างกายของคนเราต้องการเวลานอนวันละ 6 ชม.เป็นอย่างน้อย  และควรนอนในช่วงเวลาไม่เกิน 4 ทุ่ม  สมองจะได้รับการพักผ่อนเต็มที่ ก็จะมีพลังที่จะทำงานในวันต่อไป  การนอนหลับให้สนิทและเพียงพอจึงสำคัญมากค่ะ  แต่ปัจจุบันคนเรามักนอนดึกและตื่นเช้า  นั่นแหล่ะค่ะ..สาเหตุของความเครียด  พอสมองพักผ่อนไม่พอก็จะส่งผลให้เราหงุดหงิดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ จะคิดจะทำอะไรก็ช้าไปหมด  รู้อย่างนี้แล้ว คืนต่อไปพยายามเข้านอนตามเวลา และวางมือถือให้ห่างไกลจากหัวเตียงของเรานะคะ
  2. เมื่อรู้สึกเครียดให้พักเบรค เคยมั้ยคะ..บางทีคิดแก้ปัญหาแทบตายก็คิดไม่ออก  พอวางมือแล้วออกไปเดินเล่น..กลับคิดออกซะงั้น  นั่นเป็นเพราะกายและใจของเราต้องการพักค่ะ  เมื่อรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ให้เปลี่ยนอิริยาบท เคลื่อนไหว ออกไปสูดอากาศ ออกไปเดินยืดเส้นยืดสายนอกออฟฟิศบ้าง  เมื่อเลือดได้หมุนเวียน มันก็จะไปเลี้ยงสมองได้ดี ความคิดความอ่านก็แล่นฉิว ความลับอยู่แค่นี้เองค่ะ
  3. จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย : หลายคนสงสัยทันทีว่ามันเกี่ยวอะไรกันด้วย เกี่ยวสิคะ..เกี่ยวมาก ๆ เสียด้วย เพราะ “สะอาดนอก ส่งผลต่อ สงบใน” นะคะ  การที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสะอาดเป็นระเบียบ ทำให้จิตใจข้างในของเราสะอาดเรียบร้อยและสงบด้วยเช่นกันค่ะ  ไม่เชื่อก็ลองเลยค่ะ..หาเวลาสัก 15 นาที จัดโต๊ะทำงานให้สะอาดเป็นระเบียบเลยค่ะ  แอดมินการันตีเลยว่า ความเครียดจะลดลงทันทีและความสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
  4. บริหารเวลา จากบทความที่แล้วเราแนะนำให้ท่านเขียนเป้าหมายของแต่ละวันและวางแผนงานที่ต้องทำ  การบริหารเวลาคือการกำหนดลงไปเลยว่า งานไหนจะทำเมื่อไหร่ จากนั้นก็ทำตามแผนที่ตั้งไว้ แค่นี้ชีวิตก็ไหลลื่นแล้วค่ะ
  5. หายใจ หายใจ และหายใจ เครื่องมือลดความเครียดนี้อยู่กับเราตลอดเวลา แต่เสียดายที่หลายคนมองข้ามมันไป  วันนี้รู้แล้วนะคะ ว่าลมหายใจมีค่าแค่ไหน ดังนั้นต่อไปนี้จงจำไว้ว่า “พยายามหาเวลาหายใจลึก ๆ ยาว ๆ เสมอ เมื่อมีโอกาส”  เวลาคนเราเครียดจะหายใจตื้นและถี่ ดังนั้นถ้าอยากหายเครียดก็ทำตรงข้ามสิคะ  หายใจลึก ๆ ยาวๆ เข้าไว้  ง่ายดีออกค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ  เห็นมั้ยล่ะ..แอดมินการันตีแล้วว่าทำไม่ยาก โดยเฉพาะเรื่อง “หายใจ” เครื่องมือแสนง่ายที่ทำได้ทุกที่ทุกเวลา  แอดมินเองก็เห็นจะต้องลองทำบ่อย ๆ เสียแล้วค่ะ  และอย่าลืมนะคะ…ถ้าเพื่อนพ้องพี่น้อง หรือคนรอบตัวท่านเครียด ขอให้นึกถึงลูกโป่งสวย ๆ สีสันสดใสจาก BalloonArtToGo เลยนะคะ  สั่งลูกโป่งฟอยล์หรือลูกโป่งตัวอักษรมอบให้เขาเป็นของขวัญ  รับรองด้วยเกียรติของลูกเสือเลยว่า ความเครียดของเขาจะหายไป รอยยิ้มสดใสจะเข้ามาแทน แน่นอนค่ะ

วิธีการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง (2)

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  อย่างที่แอดมินได้นำข้อคิดดี ๆ เรื่องการสร้างแรงบันดาลใจมาฝากเมื่อบทความที่แล้ว  โดยมีต้นความคิดมาจากการที่ BalloonArtToGo ได้มีโอกาสไปสร้างสรรความสุขให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นซุ้มลูกโป่ง ลูกโป่งตัวอักษร ลูกโป่งแฟนซี หรือลูกโป่งจัดงานต่าง ๆ  ทำงานไปความเหนื่อยและท้อแท้ย่อมมีบ้าง  อะไรทำให้พนักงานทุกคนใน BalloonArtToGo ฮึดสู้กันมาได้  เรามาดูกันต่อเลยนะคะ

 

  1. เลิกเอาคำพูดคนอื่นมาเป็นพระเจ้าของคุณ หนึ่งในตัวตัดกำลังใจที่สำคัญคือ “คำพูดทางลบของคนอื่น” นั่นเองค่ะ  เวลาได้ยินก็ให้วางใจว่า ที่เขาพูดไปอย่างนั้นเพราะเขาไม่รู้สถานการณ์ ไม่รู้ความสามารถของคุณ เขาอาจจะพูดไปด้วยความเป็นห่วงก็ได้ จำไว้เสมอว่าตัวคุณรู้สถานการณ์และความสามารถของตัวเองดีที่สุด คงพูดของคนอื่นเป็นเพียง “สายลมที่หวังดี” เท่านั้นค่ะ
  2. ลงมือทำเดี๋ยวนี้ เพราะการผลัดวันประกันพรุ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความไม่มั่นใจหรือไม่มั่นคงในเป้าหมาย  ดังนั้นจงหายจาก “โรคเลื่อน” ได้และลงมือทำทันทีค่ะ
  3. คุณเป็นเจ้าของจิตวิญญาณที่ไร้ลิมิต ใช่แล้วค่ะ..จิตใจของคนนั้นมีพลังงานมหาศาล จิตของคุณก็เช่นกัน..มันสามารถบันดาลหลายสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้  จงอย่าใช้ร่างกายเป็นกรงขังศักยภาพนั้น แต่จงใช้ร่างกายคุณเป็นเครื่องมือที่จะใช้พลังของจิตใจ ไปทำงานให้สำเร็จค่ะ
  4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง จิตใจที่แข้มแข็งอยู่ในร่างกายที่แข็งแรงค่ะ ดังนั้นท่านต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอนะคะ  คิดดูสิว่าหากเรากำลังท้อแท้แล้วเกิดป่วยขึ้นมาอีก โลกจะหดหู่แค่ไหนคิดดู!
  5. ช่วยเหลือผู้อื่น วิธีการสร้างพลังให้ตัวเองที่เห็นผลเร็วที่สุดคือการทำเพื่อคนอื่นค่ะ ดีที่สุดคือการไปทำจิตอาสา เมื่อท่านได้เป็นฝ่าย “ให้” ท่านจะได้รับพลังบวกจากการให้นั้น รอยยิ้มของผู้รับ ผลงานที่ท่านมีส่วนร่วมทำจนสำเร็จคือแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ท่านจะรู้สึกได้ถึงคุณค่าของตัวเอง จงเก็บเกี่ยวพลังนั้นกลับมาใช้ในงานค่ะ
  6. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ :  อย่ารอให้งานชิ้นใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงฉลอง เพราะคุณอาจจะต้องรอนานเกินไปค่ะ  แบ่งโปรเจ็คใหญ่ออกเป็นงานย่อย ๆ และเมื่องานย่อยแต่ละชิ้นเสร็จลงไป  ให้คุณหยุด..และชื่นชมกับความสำเร็จนั้น  แล้วดำเนินการขั้นต่อไป  นี่เป็นเคล็ดลับของคนที่ทำงานใหญ่สำเร็จค่ะ  เมื่อวางแผนภาพใหญ่เสร็จแล้ว เมื่อเริ่มลงมือทำ..เขาจะมองงานเล็ก ๆ ระหว่างทาง แล้วค่อย ๆ ทำมันให้สำเร็จทีละงาน ๆ  วิธีนี้ทำให้เรารู้สึกว่า งานไม่ได้ยากเกินไป และเราก็ทำสำเร็จมาแล้วมากมาย  เป็นแรงบันดาลใจให้ทำงานต่อค่ะ
  7. ตัดสินใจว่าท่านจะเป็น “ผู้ชนะที่มีความสุข” ข้อนี้สำคัญกว่าสิ่งอื่นค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ เคล็ดลับแบบเต็ม ๆ ถึง 12 ข้อ  บอกเลยว่าพวกเราชาว BalloonArtToGo ใช้มาแล้วทุกข้อและพบว่าได้ผลดีจึงนำมาบอกต่อนะคะ ใครนำไปใช้แล้วได้ผลอย่างไรก็อย่าลืมกลับมาบอกกันบ้าง  แต่สำหรับใครที่พบคนท้อแท้หมดกำลังใจ และอยากจะส่งรอยยิ้มถึงพวกเขา  จงอย่าลังเลที่จะเข้ามาหาซื้อลูกโป่งฟอยล์ ลูกโป่งตัวอักษร หรือลูกโป่งแฟนซีสวย ๆ จาก BalloonArtToGo นะคะ  รับรองผู้รับเห็นแล้วจะมีกำลังใจขึ้นเป็นกองเชียวค่ะ  ขอให้ทุกท่านมีความสุขนะคะ สวัสดีค่ะ

วิธีการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง (1)

หลักการฮึดขึ้นสู้

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  อย่างที่แอดมินเกริ่นมาหลายสัปดาห์แล้วว่า วันเวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ เผลอแป๊บเดียวก็เข้ามาครึ่งปี  และเผลอแป๊บเดียวเดือนมิถุนายนก็กำลังจะผ่านไป   BalloonArtToGo เอง…มองกลับตั้งแต่ต้นปีมา เราก็เห็นการเดินทางของลูกโป่งหลายล้านลูกที่เราได้มีโอกาสไปสร้างสรรความสุขให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นซุ้มลูกโป่ง ลูกโป่งตัวอักษร ลูกโป่งแฟนซี หรือลูกโป่งจัดงานต่าง ๆ  งานแต่ละงานมีความยากง่ายของตัวเอง  แน่นอนว่า..เวลาเจองานยาก ๆ เราก็มีท้อกันบ้างเป็นธรรมดา แต่ด้วยหลักการบางอย่าง และความรักในลูกโป่งอย่างที่สุด  ทำให้พนักงานทุกคนใน BalloonArtToGo ฮึดสู้กันมาได้  หลักการเหล่านั้นมีอะไร วันนี้ BalloonArtToGo มีมาฝากเหล่าสมาชิกกันค่ะ

  1. ทุกอย่างเริ่มจากความคิด จงจำไว้นะคะว่า..คนเราจะเป็นตามที่ภาพที่เรามองเห็นตัวเอง  ถ้าท่านมีภาพในหัวตัวเองว่าท่านเป็นผู้แพ้ ท่านทำไม่ได้  ในที่สุดท่านก็จะท้อแท้และไม่มีวันทำอะไรสำเร็จ  ดังนั้นจงสร้างภาพตัวเองที่มีพลังบวก สู้ เข้มแข็ง เปี่ยมพลัง ยิ้มแย้มร่าเริง ขึ้นมาในหัวท่านเสมอ จะให้ดี..แนะนำให้หารูปตัวเองตอนที่ยิ้มแย้งแจ่มใสเต็มที่มาแปะไว้ที่โต๊ะทำงาน เมื่อไหร่ที่เริ่มท้อหรือหมดพลังก็ให้หันมาดูรูปนี้  แล้วบอกกับตัวเองว่า “ฉันร่าเริง ฉันสู้อุปสรรคทุกอย่างที่เข้ามาด้วยใจเข้มแข็ง ฉันมีพลัง ฉันทำได้”  หรือสรรหาคำพูดทางบวกอื่น ๆ มาคอยให้กำลังใจตัวเอง  ไม่ต้องไปคอยหาเชียร์ลีดเดอร์ทีไหน เพราะตัวท่านเองคือเชียร์ลีดเดอร์ที่ดีที่สุดให้กับตนเองค่ะ
  2. เขียนสิ่งที่ท่านอยากทำให้สำเร็จลงบนกระดาษ แล้วจินตนาการถึงความรู้สึกหากท่านทำสิ่งนั้นสำเร็จ  ในด้านจิตวิทยาแล้ว..คนเราอยากได้ความปรีดาเมื่องานสำเร็จ จงจินตนาการถึงความรู้สึกนั้นให้บ่อยๆ เมื่อท้อถอย แล้วท่านจะมีแรงบันดาลใจขึ้นอีกเยอะทีเดียวค่ะ
  3. ยอมรับว่า “แรงเสียดทาน” เป็นเรื่องธรรมดา การงานที่ยิ่งใหญ่และการพัฒนาตนเอง มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ แรงต้านนั่นเองค่ะ ทันทีที่เราตั้งใจจะทำสิ่งใดให้สำเร็จหรือยากพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น เราจะพบแรงต้านหรืออุปสรรคมากมายระหว่างทาง ดังนั้นจงเตรียมใจไว้ก่อน เมื่ออุปสรรคเข้ามาจริง ๆ ท่านจะได้ยิ้มรับแล้วบอกมันว่า “อ๋อ..มาแล้วเหรอจ้ะ  ยินดีต้อนรับ”  ท่านจะไม่โวยวาย ตีโพยตีพาย หรือทำปัญหานั้นให้ใหญ่เกินจริง เมื่อเรามีสติต้อนรับปัญหา เราก็จะเกิดปัญญา..มองเห็นทางแก้ได้ชัดเจนมากขึ้นค่ะ
  4. เอาชนะความกลัว : หนึ่งในตัวดูดแรงบันดาลใจคือความกลัวค่ะ  เมื่อเกิดความกลัวหรือกังวลขึ้นในใจ แนะนำให้ท่านเขียนความกลัวนั้นลงบนกระดาษ  แล้วเขียนเหตุผล 3 ข้อที่เราควรเอาชนะความกลัวนั้นให้ได้  อ่านเหตุผลสามข้อนั้นออกมาดัง ๆ  ทุกครั้งที่กลัวก็ให้กลับไปอ่านอีก  รับรองเราจะฮึดสู้ได้ไม่ยากค่ะ

แหม…ให้กำลังใจเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo มาแป๊บ ๆ หน้ากระดาษก็หมดเสียแล้ว นั่นเพราะแอดมินมีแรงบันดาลใจมากมายนั่นเองค่ะ และตอนนี้ก็คงต้องขอตัวไปจัดลูกโป่งให้ลูกค้าก่อนนะคะ  บทความหน้าเรามาต่อซีซั่น 2 กันด้วยเคล็ดลับสร้างแรงบันดาลใจดี ๆ ซึ่งยังมีมาให้อีกเพียบเลยค่ะ  ขอให้ทุกท่านมีความสุขนะคะ

 

Kai Poomjai Balloon Art

#MagicTank

 

รับมือการเปลี่ยนแปลง (ต่อ)

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  สัปดาห์นี้เราพูดกันถึงเรื่อง “การยอมรับความเปลี่ยนแปลง” นะคะ  ในบทความที่แล้วแอดมินได้เกริ่นไปแล้วว่า เราควรมีมุมมองอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ..อยากให้สมาชิกทุกคนมอง “ความเปลี่ยนแปลง” เป็น “โอกาส” ในการพัฒนาตัวเองค่ะ เช่นเดียวกับ BalloonArtToGo  ที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านลูกโป่งมาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมด้านลูกโป่งใหม่ ๆ ที่เข้ามา หรือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป  แต่โปรดจงมั่นใจได้ว่าท่านจะได้ลูกโป่งที่ตอบโจทย์ท่านได้ดีที่สุดแน่นอนค่ะ

 

เอาละ..อย่าเสียเวลา เรามาดู………… วีธีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดีกว่าค่ะ

  1. หาทางหนีทีไล่เอาไว้ก่อน : ไม่ได้บอกให้ท่านมองโลกในแง่ร้ายนะคะ แต่เรามองโลกในแง่จริงค่ะ  จริงที่ว่า วันใดวันหนึ่งความเปลี่ยนแปลงก็คงมาเยือนเราแน่นอน  และเนื่องจากสมาชิกของเราส่วนใหญ่ทำงานออฟฟิศหรือในองค์กร แอดมินจึงขอยกตัวอย่างเรื่องงานนะคะ  ดังนั้นทางหนีทีไล่ที่ว่านี้คงหนีไม่พ้น “งานเสริม” หรืองานสำรองนั่นเองค่ะ ทำไปควบคู่กับงานประจำนั่นแหล่ะ  วันใดที่เรามีอันต้องจากงานประจำออกมาเราก็จะได้มีทางออก  หรือไม่แน่นะคะ..เห็นมาหลายรายแล้วที่วันหนึ่ง..งานเสริมดันทำรายได้มากกว่างานประจำเสียนี่
  2. ทำตัวให้มีค่า และมีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ : คิดดูสิคะว่าองค์กรของท่านมีพนักงานกี่คน และมีกี่คนที่คุณสมบัติใกล้เคียงไปเสียหมด แล้วคิดต่อไปว่า..ถ้านายจ้างเลือกที่จะเลิกจ้างใครสักคน ทำอย่างให้ให้ “คนนั้นไม่ใช่เรา” คำตอบคือ..คุณก็ต้องมีคุณสมบัติดี ๆ ที่คนอื่นไม่มี เช่น ภาษาอังกฤษดีกว่า มีความคล่องตัวมากกว่า ทำงานผิดพลาดน้อยกว่า มนุษยสัมพันธ์ดีกว่า ดังนั้นจงขวนขวายค่ะ  ขวนขวายไปอัพเลเวลความสามารถตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะแม้ที่ทำงานเก่าอาจจะไม่เห็นค่าและเลือกที่จะไปต่อโดยไม่มีเรา แต่เชื่อเถอะค่ะ..ว่าคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เราเพียรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมนั้น ก็จะทำให้เรา “ได้ไปต่อ” กับองค์กรใหม่ได้ไม่ยากเลยค่ะ
  3. มอง “ความเปลี่ยนแปลง” ในมุมบวก : อย่างที่เคยเกริ่นไปในบทความก่อนหน้านี้เลยค่ะ ทุกคนและทุกสิ่งจะเติบโตได้ก็ต้องมีความเปลี่ยนแปลงถูกไหมคะ  เราเองก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ เปลี่ยนโรงเรียน เปลี่ยนเพื่อนที่คบ เปลี่ยนงาน ทุกการเปลี่ยนแปลงทำให้เราได้เรียนรู้ทั้งสิ้น ครั้งนี้ก็เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งในชีวิตเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็น “โอกาส” ให้เราได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ดี ๆ ค่ะ
  4. อย่าจับกลุ่มซุบซิบนินทาหรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น โดยเฉพาะกับลูกน้องหรือคนในออฟฟิส และในทางตรงข้ามให้พยายามพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในมุมบวกเข้าไว้ เชื่อสิคะ..ว่าการทำแบบนี้จะทำให้คุณโดดเด่นและเป็นที่รักของทุกคนที่ร่วมประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงนั้นเช่นเดียวกับคุณ  เพราะเป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ค่ะ
  5. ทำแผนรับการเปลี่ยนแปลงนั้นและแบ่งมันออกเป็นงานย่อย ๆ ให้มากที่สุด เช่น ถ้าคุณต้องเปลี่ยนงาน  ก็ตั้งเป้าหมายใหม่เลยว่าคุณจะทำอย่างไรต่อไปดี สมมติว่าเป้าหมายใหม่ของคุณคือ คุณอยากเปิดร้านขายของออนไลน์  คุณก็จงแยกมันออกมาเป็นงานเล็ก ๆ แล้วค่อยๆ ทำไปทีละเสต็ป  ในที่นี้เสต็ปแรกอาจจะเป็น “การเปิดเพจ” ก็จงทำให้เสร็จภายใน 3 วันนี้  เสต็ปต่อไปคือ คิดหาของมาขาย  ทำให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์  เสต็ปต่อไปจดทะเบียนร้านค้า  ทำภายใน 1 สัปดาห์  อย่างนี้เป็นต้นค่ะ  การทำสิ่งเล็ก ๆ ให้สำเร็จไปทีละอย่าง ๆ เป็นเทคนิคที่ทำให้คุณมีกำลังใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อไปค่ะ

 

เป็นอย่างไรบ้างคะเทคนิคเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์กับท่าน โดยเฉพาะสมาชิกที่กำลังจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง และหากสมาชิกท่านใดมีคนใกล้ตัวกำลังตกใจหรือทุกข์กับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา   BalloonArtToGo ขอแนะนำให้ท่านมอบลูกโป่งแฟนซี และลูกโป่งตัวอักษรเป็นกำลังใจค่ะ  รับรองว่า..ต้องมีรอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างแน่นอนค่ะ

รับมือการเปลี่ยนแปลง

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  ดูสิคะ…ดู  หลับตาแป๊บเดียว ครึ่งปีก็จะผ่านไป ไวเหมือนโกหกจริง ๆ  ปี 2561 นี้ เหมือนเป็นปีที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายสำหรับ BalloonArtToGo  แล้วสมาชิกแต่ละท่านล่ะคะ…ปี 2561 นี้มีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นบ้างในชีวิตของท่าน ว่าง ๆ ก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ  ส่วน BalloonArtToGo นั้นก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือความตั้งใจดี ๆ ที่จะเป็นร้านลูกโป่งอันดับหนึ่งในใจคนไทย  ประมาณว่าถ้านึกถึงลูกโป่งจัดงาน ลูกโป่งแฟนซี ลูกโป่งตัวอักษรนี่ขอให้นึกถึง BalloonArtToGo ก่อนเลยนะคะ

เอาล่ะค่ะ..เกริ่นมาตั้งนาน แฟนพันธ์แท้ก็อาจจะรออ่านแล้วว่าสัปดาห์นี้แอดมินจะมีอะไรมาฝาก  สัปดาห์นี้เรามาเรียนรู้สิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลกดีกว่านะคะ  สิ่งนั้นคือ…ความไม่แน่นอนนั่นเองค่ะ  เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนว่า สิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลกคือความไม่แน่นอนนั่นเอง

แน่นอนค่ะว่าไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกนี้ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะเราเป็นสัตว์ที่ถูกฝึกมาให้ “เคยชิน” กับนิสัยบางอย่าง  สังเกตสิคะว่าเราตื่นตอนเวลาเดียวกันทุกวัน แปรงฟันแบบหนึ่ง อาบน้ำแบบหนึ่ง แต่งตัวแบบหนึ่ง แต่ทั้งหมดเป็น “แบบเดียว” ที่เราเคยชิน  นั่นเป็นเพราะสมองของเราต้องการประหยัดพลังงานให้มากที่สุด มันจึงพยายามให้มนุษย์ทำงานด้วย “โหมดอัตโนมัติ” ให้มากที่สุดนั่นเองค่ะ

ทีนี้…พอมาถึงเรื่องงานก็เช่นเดียวกัน  มนุษย์ทำงานหนึ่งไปสักพัก เราก็จะเคยชินและรู้สึกมีความสุข ปลอดภัยกับงานนี้ กับบริษัทนี้  แบบที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า comfort zone นั่นเองค่ะ  สิ่งแวดล้อมที่เราเคยชิ้นนั้นอยู่แล้วก็สบาย ไม่อยากไปไหน  แต่อย่าหลงกล ติดกับดักมันนะคะ  เพราะสบายมาก ๆ แบบนี้ ท่านจะกลายเป็นบอนไซที่ไม่มีวันโต และไม่ได้พัฒนาตัวเองไปไหนทั้งสิ้น

เมื่อใช้ชีวิตสบาย ๆ มาสักพักหนึ่ง ธรรมชาติจะส่ง “ความเปลี่ยนแปลง”  เข้ามาในชีวิตเรา ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนั้น อาจมาในรูปของ เจ้านายคนใหม่ (ซึ่งดุกว่านายคนเดิม แต่เก่งกว่ามากเช่นกัน)  ที่ทำงานใหม่ (เพราะบริษัทเดิมปิดตัว)  ชีวิตคู่ใหม่ (เลิกกับคู่คนเดิม อกหัก) และความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ อีกมากมาย

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนเป็นเหมือน “การเคาะประตูเรียก” ของโอกาสเติบโตในชีวิตเราค่ะ  ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเหมือนมาเคาะประตูบ้านเพื่อสอบถามเราว่า  มันถึงเวลาที่เธอควรอัพเลเวลชีวิตของเธอขึ้นไปอีกระดับแล้วนะ  เธอจะไปไหม  ซึ่งแน่นอนค่ะ…คำตอบของคุณอาจจะเป็น “ไป” หรือ “ไม่ไป” ก็ได้   เช่นตัวอย่างที่ยกไปข้างบนไงคะ  นายคนเก่าลาออกไป นายคนใหม่ดุมาก..แต่ก็เก่งมาเช่นกัน  แน่นอนว่าช่วงแรกท่านจะอึดอัดคับข้องใจกับนายคนใหม่ท่านนี้  และท่านมีทางเลือกว่า จะย้ายงานตามไปอยู่กับนายคนเก่า  หรือจะตัดสินใจทนอึดอัดสักนิด ทนอารมณ์เจ้านายสักหน่อย แต่ได้เรียนรู้จากคนเก่ง ๆ

ตัวอย่างที่สอง บริษัทเดิมปิดตัว ความเปลี่ยนแปลงนี้หนักหนามากสำหรับหลาย ๆ คนเลยทีเดียว  ท่านมีทางเลือกที่จะจมอยู่กับกองทุกข์ แล้วสาปแช่งก่นด่าผู้บริหารที่ทำงานแย่จนบริษัทล้มละลาย พนักงานตาดำ ๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยต้องพลอยมาตกงานและหางานใหม่   หรือ…ท่านจะใช้ความเปลี่ยนแปลงนี้ ออกไปเรียนรู้โลกที่กว้างใหญ่  สมัครงานกับบริษัทใหม่  หรือเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองเสียที

ตัวอย่างสุดท้าย เรื่องอกหักหรือขาเตียงหัก ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตส่วนตัวที่อาจเกิดกับใครก็ได้  ท่านก็มีทางเลือกที่จะจมทุกข์ โหยหาอดีต มโนอนาคต  บรรเลงเพลงพญาโศก ร้องไห้คร่ำครวญ ปล่อยตัวโทรมดูไม่ได้  หรือท่านจะเลือกเศร้าพอประมาณ แล้วยอมรับมัน ก้าวต่อไปโดยไม่มีเขาหรือเธอ ท่านอาจจะได้เรียนรู้ว่า ตัวเองเก่งแค่ไหน และคล่องตัวแค่ไหนเมื่ออยู่คนเดียว  ชีวิตดี๊ดี  หรือไม่แน่นะคะ…หากท่านเลือกที่จะเปิดใจ ท่านอาจะพบคนใหม่ที่ดีกว่าคนเก่าเป็นร้อยเป็นพันเท่าก็ได้ค่ะ

เป็นไงบ้างคะ  กับการเกริ่นนำเรื่อง “การเปลี่ยนแปลง”   บทความหน้าแอดมินจะนำเสนอเคล็ดลับการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงมาฝากกันค่ะ  และหากสมาชิกท่านใดมีคนใกล้ตัวกำลังตกใจหรือทุกข์กับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา   BalloonArtToGo ขอแนะนำให้ท่านมอบลูกโป่งแฟนซี และลูกโป่งตัวอักษรเป็นกำลังใจค่ะ  รับรองว่า..ต้องมีรอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างแน่นอนค่ะ

จะคิดบวกได้อย่างไร เมื่อใจเผชิญทุกข์

สวัสดีสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ หลังจากบทความที่แล้วแอดมินได้นำเสนอวิธีการทำงานแบบโฟกัสทีละงาน ๆ มาฝากกัน เลยอยากตามด้วยเรื่องที่กำลัง “อิน” กันไปทั่วทุกหัวระแหงกับชีวิตชิค ๆ ยุค 4G เช่นนี้ นั่นก็คือการ “คิดบวก” นั่นเองค่ะ  ที่มาที่ไปก็คือ จากการที่เราไปบริการจัดลูกโป่งให้กับหลาย ๆ ออฟฟิศ จึงพอจะได้ไปรู้ไปเห็นมาว่า ชีวิตของเราแต่ละคนนั้นล้วนมีทางเดินที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าคนเราทุกคนล้วนแสวงหาความสุข  แต่ความทุกข์หรือช่วงเวลาที่เลวร้ายก็เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกันค่ะ  วันนี้ BalloonArtToGo จึงมีเคล็ดลับ “การยังคงมองโลกในแง่บวก” ให้ได้ แม้ระหว่างเผชิญความทุกข์ มาฝากกันค่ะ

เคล็ดลับง่าย  ๆที่แม้แต่แอดมินเองก็ใช้อยู่เป็นประจำคือ การท่องวลีที่ว่า “มีแสงเสมอ” เอาไว้ให้ขึ้นใจค่ะ  เพราะเวลาที่เราใช้ชีวิตในที่ที่มีแสง เราจะรู้สึกสบาย สนุก เป็นอิสระ เต็มไปด้วยพลังงาน  ก็เหมือนกับชีวิตของเราเวลาที่ทุกอย่างล้วนดีงาม เรามีความสุข  ต่างจากเวลาที่ความทุกข์คืบคลานเข้ามา ซึ่งก็เปรียบเสมือนการใช้ชีวิตในที่มืดนั่นเอง เราย่อมอึดอัดคับข้อง ห่อเหี่ยว ไร้พลังงานใช่ไหมคะ

วลีที่ว่า “มีแสงเสมอ” นั้น  คิดว่าหลายท่านคงนึกภาพตามแอดมินได้นะคะ ว่าเวลาที่เราอยู่ในที่มืดโดยฉับพลัน เช่น จู่ ๆ ไฟฟ้าก็ดับ  ช่วงแรกเราก็จะตกใจ นั่งตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกและมองอะไรไม่เห็นเลย  แต่สังเกตสิคะว่าสักพัก..ดวงตาของเราก็จะชินกับความมืด และค่อย ๆ มองเห็นขึ้นตามลำดับ นั่นเพราะอะไร..นั่นเป็นเพราะรอบ ๆ ตัวเรายังมีแสงสว่างอยู่ไงคะ  อย่างน้อยก็จากแสงจันทร์และแสงดาวนั่นไง  เห็นไหมคะว่า…ในที่มืด…ก็ยัง “มีแสงเสมอ”

เหมือนกับเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตของเรา  ตอนแรกที่เราเผชิญกับมัน เราก็อึดอัด ทุกข์ ไม่สบายใจ หรืออาจจะพลอยไม่สบายกายไปด้วย  แต่สักพัก..เราก็จะชินกับความทุกข์นั้นและเริ่มปรับตัวกับมันได้ ที่สำคัญคือ..เราต้องรักษาใจของเราให้มั่นอยู่กับวลีที่ว่า “มีแสงเสมอ” แล้วพยายามมองสิ่งดี ๆ ที่ยังคงอยู่แม้ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนั้น  แอดมินเองเชื่อว่า..ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายใดในชีวิตของคนเราที่ไม่มีแง่งามซ่อนอยู่  แต่ที่เรามองไม่เห็นเพราะสมองของเรามัวแต่จมจ่อมอยู่กับความมืดน่ะสิคะ

เผชิญความทุกข์ครั้งต่อไป  ท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า “มีแสงเสมอ”  แล้วโฟกัสที่แสงสว่างมากกว่าความมืด  แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดบวกที่ได้ผลค่ะ   จำไว้ว่า…ชีวิตทุกชีวิตในโลกนี้ล้วนต้องเผชิญความมืดไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง  เมื่อทุกข์…โปรดทราบว่าท่านไม่ใช่คนเดียวที่ทุกข์ เมื่อสุข..ก็ไม่ใช่ท่านคนเดียวที่สุข  สุข-ทุกข์เป็นของคู่ที่ทุกคนต้องได้ประสบ  และเราจะเห็นคุณค่าของแสงสว่างก็ต่อเมื่อมีความมืดเข้ามาเปรียบเทียบ  จงขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้เราได้ชื่นชมกับความสุขแม้น้อยนิดค่ะ

ในที่สว่าง…เราจะมองเห็น “แสงสว่าง” ไม่ได้  เราต้องอาศัยความมืดจึงจะมองเห็นแสงสว่างจริงไหมคะ

จงช่วยกันให้กำลังใจตัวเองทุกวัน ในวันที่มีความสุขก็จงรักตัวเอง และทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิตตัวเอง  ส่วนในเวลาที่ชีวิตมีความมืดเข้ามาเยือน ก็จงเตือนตัวเองมา “มีแสงเสมอ” นะคะ  หรือถ้าอยากจะให้กำลังใจกับคนรอบตัวเวลาที่เขาต้องเผชิญกับปัญหา  ลองพิจารณาลูกโป่งน่ารัก  ๆจาก BalloonArtToGo ดูก็เป็นไอเดียที่แจ่มว้าวเลยล่ะค่ะ  และสุดท้ายอย่าลืมว่า.. BalloonArtToGo เป็นกำลังใจให้ทุกท่านเสมอนะคะ

เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง

via เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง