ทำงานอย่างไรให้เครียดน้อย

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วนะคะ  เผลอแป๊บเดียวก็จะเข้าครึ่งปีแล้ว  มีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำอีกตั้งมากมายเนอะ  แต่สำหรับชาว BalloonArtToGo  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักแค่ไหน ปณิธานของเราก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ  เรายังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นร้านลูกโป่งในใจของคุณ และเป็นร้านแรกที่คุณจะนึกถึงเมื่อมองหาลูกโป่งแฟนซี ลูกโป่งฟอยล์ หรือแม้แต่ซุ้มลูกโป่ง ลูกโป่งงานแต่งงานต่าง ๆ

 

งานเราก็เยอะ งานของท่านก็คงจะแยะพอกัน  ทำงานแบบนี้ความเครียดก็อาจจะถามหาได้นะคะ  วันนี้.. BalloonArtToGo ก็เลยมี 5 วิธีง่ายๆ ในการจัดการความเครียดมาฝากกันค่ะ  เป็นอย่างไรไปดูเลย

 

#มองหาสาเหตุของความเครียด ซึ่งแน่นอนว่า มาจากสาเหตุที่หลากหลาย ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องส่วนตัว BalloonArtToGo แนะนำให้ท่านลองเขียนต้นเหตุของความเครียดออกมาบนกระดาษ จากนั้นแบ่งต้นเหตุออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มต้นเหตุที่ท่านควบคุมได้ และกลุ่มต้นเหตุที่ท่านควบคุมไม่ได้ ท่านก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าสาเหตุของความเครียดที่ท่านคุมไม่ได้นั้น จะคิดมากไปก็คงไม่มีประโยชน์ ดังนั้นความเครียดกลุ่มนี้อย่าเก็บมาใส่ใจ แค่ทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอค่ะ

 

สำหรับต้นเหตุของความเครียดที่เราพอจะควบคุมได้ ก็ให้ลองมาถามตัวเองว่า..เราพอจะทำอะไรให้สถานการณ์ดีขึ้นได้บ้าง แล้วก็ลงมือทำเสีย ดีกว่ามานั่งกังวล มโน หรือวิตกจริตไปวันๆค่ะ เสียพลังงานเปล่าๆ

 

#หลีกเลี่ยงและอย่าเอาตัวเองลงไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีพลังลบ ยกตัวอย่างเช่น ท่านเข้ามาที่ออฟฟิศตอนเช้า แล้วเห็นเพื่อนร่วมงานกำลังพูดจาใส่อารมณ์หรือพูดเรื่องลบๆ กันอยู่ ท่านอาจจะเลือกเดินไปที่อื่นก่อนรอให้พวกเขาไปแล้ว หรือเปลี่ยนเรื่องพูดแล้วท่านค่อยเดินกลับมา พยายามอยากเอาตัวเข้าไปคลุกคลีในบทสนทนาที่จะส่งพลังลบให้กับตัวเรา  เชื่อ BalloonArtToGo นะคะ เมื่อท่านหลีกเลี่ยงพลังแห่งความเครียด ท่านก็จะดึงดูดสิ่งที่เป็นพลังบวกเข้าหาตัวท่านเองโดยอัตโนมัติค่ะ

 

#อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ฟันธงได้เลยว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของสาเหตุความเครียด มาจากการทำงานไม่ทัน และฟันธงได้ต่อไปว่าสาเหตุที่เราทำงานไม่ทันเพราะเรามัวเอาเวลาอันมีค่า ไปเล่นโซเชียลมีเดียหรือเสพสื่อไร้สาระบนอินเตอร์เน็ต เมื่อเราเอาเวลาไปทำสิ่งเหล่านี้…งานก็เสร็จไม่ทัน ต้องมาเร่งทำตอนใกล้จะถึงเวลาส่ง เป็นต้นเหตุหลักของความเครียด  ข้อแนะนำก็คือ จัดเวลาการใช้โซเชียลมีเดียและอินเตอร์เน็ตให้เหมาะสม บริหารเวลาให้ดี รู้จักจัดลำดับความสำคัญ เมื่องานเสร็จทันเวลาเชื่อสิคะว่าท่านจะมีความสุขมากๆจนบอกไม่ถูกเลยทีเดียว และเมื่องานเสร็จแล้วค่อยเอาเวลาที่เหลือไปเล่นโซเชียลมีเดียก็ยังทันค่ะ

 

#ไม่เข้าร่วมกันนินทาไม่ว่ากรณีใดๆ  หลายคนจะเถียงว่ามันตั้งวงเมามอยนั้นสนุกดีออก หัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก ไม่เห็นจะเครียดตรงไหนเลย แต่ผลการวิจัยออกมาแล้วนะคะว่า จิตใต้สํานึกลึกๆ เรารู้ว่าการนินทาเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ และไม่ถูกต้อง ระหว่างนินทาใจของเราเอาเครียดโดยไม่รู้ตัวค่ะ ดังนั้นคงดีกว่าหากเราเลือกที่จะพูดถึงคนอื่นแต่ในแง่ดีนะคะ

 

#สร้างความสมดุลระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า  work Life balance เมื่ออยู่ที่ทำงานก็จงทำงานให้เต็มที่โดยไม่เอาเวลาไปทำหรือคิดเรื่องส่วนตัว แต่เมื่อกลับมาบ้านอยู่กับครอบครัวแล้วก็อย่าเอาโลกภายนอกเข้ามาในบ้านด้วย จงให้ความสนใจทั้งหมดไปกับสมาชิกในครอบครัว พยายามอย่าให้บ้านของเราเป็นสังคมก้มหน้า  5 จงให้ความสำคัญกับคนจริงๆอ้ายที่มีชีวิตจิตใจ มีเลือดเนื้อ มีลมหายใจที่อยู่ตรงหน้าเราจะดีกว่าค่ะ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จริงยิ่งกว่าของจริงนะคะ

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ เคล็ดลับจัดการกับความเครียดที่ BalloonArtToGo นำมาฝาก และยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีมากๆ ทำก็ง่ายด้วย คือการแวะเข้ามาเลือกชมลูกโป่งลวดลายและสีสันน่ารักโดนใจ การันตีได้เลยว่า…เข้ามาที่ BalloonArtToGo แล้ว จะต้องมีรอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้าแน่นอนค่ะ เพราะการสร้างความสุขให้กับทุกคนบนโลกนี้ด้วยลูกโป่ง คืองานของ BalloonArtToGo ค่ะ

#BalloonArt #MagicTank #HappinessAmbassador #BalloonArtToGo #Call021361234 _

 

ทำงานให้มีความสุขกันดีกว่า

หลายบทความที่ผ่านมา BalloonArtToGo ก็ได้นำเคล็ดลับเกี่ยวกับการทำงานมาฝากกัน และดีใจที่เหล่าสมาชิกชื่นชอบค่ะ สัปดาห์นี้ BalloonArtToGo จึงมีเคล็ดลับง่ายๆในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงบวกมาฝากกันค่ะ กระซิบว่าเหมาะมาก สมาชิกที่เป็นหัวหน้างานนะคะ

 

  1. หัวไม่ขยับหางไม่ส่าย – เป็นความจริงที่ว่าหากเราอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในที่ทำงาน คนแรกที่ต้องเริ่มเปลี่ยนคือหัวหน้างานนั้นเองค่ะ ดังนั้น…จงทำให้ลูกน้องดูเป็นตัวอย่าง เช่น อยากสร้างวัฒนธรรมการมาทำงานตรงเวลา หัวหน้าก็ต้องมาตรงเวลาเสียก่อน อยากให้ลูกน้องเลิกใส่รองเท้าแตะระหว่างทำงาน หัวหน้าก็ต้องใส่รองเท้าคัทชูหุ้มส้นรัดส้นให้เรียบร้อยด้วย เป็นการส่งสัญญาณบอกทุกคนในแผนกว่า การแปลงนี้จริงจังนะ..ดูสิ..แม้แต่หัวหน้ายังทำเลย
  2. พูดคุยกันให้บ่อย – พลังบวกจะสร้างขึ้นไม่ได้ถ้าสมาชิกไม่คุยกันหรือคุยน้อย คำว่าคุยในที่นี้ไม่รวมการคุยใน LINE หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆนะคะ แต่มันหมายถึงการคุยกันแบบเห็นหน้า ดังนั้นการประชุมที่สม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการสร้างวัฒนธรรมทำงานเชิงบวกค่ะ ความถี่ที่เหมาะสมคือสัปดาห์ละครั้ง จงทำให้การประชุมมีคุณค่า ไม่เสียเวลาประชุมไปโดยเปล่าประโยชน์ เคล็ดลับก็คือควรมีวาระการประชุมไว้ก่อนล่วงหน้า ทำให้เรารู้ว่าจะคุยเรื่องอะไรกันบ้าง และคุยอยู่ในกรอบแถวนั้น ไม่ออกทะเลจนหาทางกลับไม่ได้ จะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์นะคะ
  3. คุยอะไรในการประชุม – คุณก็ควรหารือทุกอย่างตามวาระการประชุมที่วางไว้  แต่เมื่อหมดวาระแล้ว หัวหน้าควรตั้งคำถามว่า “ใครมีข้อเสนออะไรเพื่อปรับปรุงงานตรงไหนของเราให้ดีขึ้นได้บ้าง”  คุณควรรับฟังแล้วนำไอเดียเหล่านั้นไปทำให้เป็นจริงบ่อย ๆ เพราะมิฉะนั้นลูกน้องจะคิดว่า  “เสนอไปหัวหน้าก็ไม่เห็นทำเลย  จะเสนอไปทำไม”   จริงอยู่เราคงทำทุกข้อเสนอไม่ได้ เพราะอาจติดขัดเรื่องทรัพยากร  แต่หัวหน้าควรรับฟังทุกไอเดีย บางไอเดียทำไม่ได้ทั้งหมด แต่หยิบบางส่วนของไอเดียเอาไปทำก็ทำให้เจ้าของไอเดียชื่นใจแล้วล่ะค่ะ
  4. ให้ข้อมูลป้อนกลับ เชื่อไหมคะว่าสิ่งที่ลูกน้องอยากได้จากหัวหน้ามากที่สุด  คือข้อมูลป้อนกลับ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า feedback นั่นเองค่ะ ลูกน้องอยากรู้ว่า ว่าเราทำอะไรดีแล้วบ้าง และเราควรจะปรับปรุงตัวตรงไหนบ้าง หัวหน้าควรเรียนรู้ที่จะให้ feedback ในทางบวกกับลูกน้องแต่ละคนเป็นประจำ เชื่อได้เลยค่ะว่า .. ลูกน้องจะรู้สึกอบอุ่นใจ เพราะเขารู้ว่าหัวหน้าคอยมองผลงานของเขาอยู่เสมอ
  5. เอ่ยชมอย่างจริงใจ – เชื่อหรือไม่คำว่าจริงๆแล้วลูกน้องไม่ได้ต้องการเงินเดือนขึ้นตอนปลายปีมากไปกว่าคำชมเลยนะคะ แถมคำชมยังเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เงินหรือทรัพยากรใดๆทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายนี้ .. กลับเป็นสิ่งที่หัวหน้างานละเลยหรือไม่เคยทำเลยก็เป็นได้ แต่ยังไม่สายเกินไปที่เราจะลุกขึ้นมาชื่นชมลูกน้องกันบ้างนะคะ พนักงานที่เป็นเพื่อนกันก็สามารถเอ่ยชมกันได้นะคะ เพราะคำชมคือกำลังใจที่จะทำให้คนลุกขึ้นสู้ได้อย่างดีที่สุด

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ วิธีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงบวกที่ BalloonArtToGo นำมาฝากในวันนี้ ลองทำดูแล้วจะรู้ว่า พลังบวกเป็นโรคติดต่อนะคะ มันสามารถส่งถึงกันได้เชื่อเลยทีเดียว และอีกหนึ่งในเคล็ดไม่ลับการสร้างความสุขก็คือ  ออฟฟิศของคุณควรมีลูกโป่งสวยๆ สีสันสวยงาม หรือลูกโป่งแฟนซีสกรีนคำพูดเด็ดๆโดนๆ คำพูดให้กำลังใจเอาไว้ จะช่วยให้ทุกคนรักที่ทำงานและอยากมาทำงานทุกวันทีเดียวเชียวค่ะ ขอบอก

#BalloonArt

#MagicTank

#HappinessAmbassador

#BalloonArtToGo

#Call021361234

__________________

ทำอย่างไรให้เครียดน้อย

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  ทำงานกันมาครึ่งปีแล้ว เชื่อว่าที่ผ่านมาหลายคนตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เรียกว่า “ความเครียด” กันมาบ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมคะ  เราชาว BalloonArtToGo เข้าใจทุกคนนะคะ เพราะคนทำลูกโป่งอย่างเรา แม้จะทำงานที่สายงาม มีความสุข สนุกสนาน  แต่หากเงื่อนไขต่าง ๆ ค่อนข้างบีบคั้น ความเครียดก็ถามหากันได้ทุกคนนะคะ  เอาล่ะค่ะ..อย่ารอช้าเลย วันนี้เรามีเทคนิคทำอย่างไรให้เครียดน้อยมาฝากกันค่ะ

 

  1. นอนให้พอ : เรื่องนี้เหมือนจะเบสิกมาก  แต่เชื่อไหมคะว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนเครียดมากกว่าที่ควรจะเป็นค่ะ  ร่างกายของคนเราต้องการเวลานอนวันละ 6 ชม.เป็นอย่างน้อย  และควรนอนในช่วงเวลาไม่เกิน 4 ทุ่ม  สมองจะได้รับการพักผ่อนเต็มที่ ก็จะมีพลังที่จะทำงานในวันต่อไป  การนอนหลับให้สนิทและเพียงพอจึงสำคัญมากค่ะ  แต่ปัจจุบันคนเรามักนอนดึกและตื่นเช้า  นั่นแหล่ะค่ะ..สาเหตุของความเครียด  พอสมองพักผ่อนไม่พอก็จะส่งผลให้เราหงุดหงิดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ จะคิดจะทำอะไรก็ช้าไปหมด  รู้อย่างนี้แล้ว คืนต่อไปพยายามเข้านอนตามเวลา และวางมือถือให้ห่างไกลจากหัวเตียงของเรานะคะ
  2. เมื่อรู้สึกเครียดให้พักเบรค เคยมั้ยคะ..บางทีคิดแก้ปัญหาแทบตายก็คิดไม่ออก  พอวางมือแล้วออกไปเดินเล่น..กลับคิดออกซะงั้น  นั่นเป็นเพราะกายและใจของเราต้องการพักค่ะ  เมื่อรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ให้เปลี่ยนอิริยาบท เคลื่อนไหว ออกไปสูดอากาศ ออกไปเดินยืดเส้นยืดสายนอกออฟฟิศบ้าง  เมื่อเลือดได้หมุนเวียน มันก็จะไปเลี้ยงสมองได้ดี ความคิดความอ่านก็แล่นฉิว ความลับอยู่แค่นี้เองค่ะ
  3. จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย : หลายคนสงสัยทันทีว่ามันเกี่ยวอะไรกันด้วย เกี่ยวสิคะ..เกี่ยวมาก ๆ เสียด้วย เพราะ “สะอาดนอก ส่งผลต่อ สงบใน” นะคะ  การที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสะอาดเป็นระเบียบ ทำให้จิตใจข้างในของเราสะอาดเรียบร้อยและสงบด้วยเช่นกันค่ะ  ไม่เชื่อก็ลองเลยค่ะ..หาเวลาสัก 15 นาที จัดโต๊ะทำงานให้สะอาดเป็นระเบียบเลยค่ะ  แอดมินการันตีเลยว่า ความเครียดจะลดลงทันทีและความสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
  4. บริหารเวลา จากบทความที่แล้วเราแนะนำให้ท่านเขียนเป้าหมายของแต่ละวันและวางแผนงานที่ต้องทำ  การบริหารเวลาคือการกำหนดลงไปเลยว่า งานไหนจะทำเมื่อไหร่ จากนั้นก็ทำตามแผนที่ตั้งไว้ แค่นี้ชีวิตก็ไหลลื่นแล้วค่ะ
  5. หายใจ หายใจ และหายใจ เครื่องมือลดความเครียดนี้อยู่กับเราตลอดเวลา แต่เสียดายที่หลายคนมองข้ามมันไป  วันนี้รู้แล้วนะคะ ว่าลมหายใจมีค่าแค่ไหน ดังนั้นต่อไปนี้จงจำไว้ว่า “พยายามหาเวลาหายใจลึก ๆ ยาว ๆ เสมอ เมื่อมีโอกาส”  เวลาคนเราเครียดจะหายใจตื้นและถี่ ดังนั้นถ้าอยากหายเครียดก็ทำตรงข้ามสิคะ  หายใจลึก ๆ ยาวๆ เข้าไว้  ง่ายดีออกค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ  เห็นมั้ยล่ะ..แอดมินการันตีแล้วว่าทำไม่ยาก โดยเฉพาะเรื่อง “หายใจ” เครื่องมือแสนง่ายที่ทำได้ทุกที่ทุกเวลา  แอดมินเองก็เห็นจะต้องลองทำบ่อย ๆ เสียแล้วค่ะ  และอย่าลืมนะคะ…ถ้าเพื่อนพ้องพี่น้อง หรือคนรอบตัวท่านเครียด ขอให้นึกถึงลูกโป่งสวย ๆ สีสันสดใสจาก BalloonArtToGo เลยนะคะ  สั่งลูกโป่งฟอยล์หรือลูกโป่งตัวอักษรมอบให้เขาเป็นของขวัญ  รับรองด้วยเกียรติของลูกเสือเลยว่า ความเครียดของเขาจะหายไป รอยยิ้มสดใสจะเข้ามาแทน แน่นอนค่ะ

วิธีการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง (2)

สวัสดีเหล่าสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ  อย่างที่แอดมินได้นำข้อคิดดี ๆ เรื่องการสร้างแรงบันดาลใจมาฝากเมื่อบทความที่แล้ว  โดยมีต้นความคิดมาจากการที่ BalloonArtToGo ได้มีโอกาสไปสร้างสรรความสุขให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นซุ้มลูกโป่ง ลูกโป่งตัวอักษร ลูกโป่งแฟนซี หรือลูกโป่งจัดงานต่าง ๆ  ทำงานไปความเหนื่อยและท้อแท้ย่อมมีบ้าง  อะไรทำให้พนักงานทุกคนใน BalloonArtToGo ฮึดสู้กันมาได้  เรามาดูกันต่อเลยนะคะ

 

  1. เลิกเอาคำพูดคนอื่นมาเป็นพระเจ้าของคุณ หนึ่งในตัวตัดกำลังใจที่สำคัญคือ “คำพูดทางลบของคนอื่น” นั่นเองค่ะ  เวลาได้ยินก็ให้วางใจว่า ที่เขาพูดไปอย่างนั้นเพราะเขาไม่รู้สถานการณ์ ไม่รู้ความสามารถของคุณ เขาอาจจะพูดไปด้วยความเป็นห่วงก็ได้ จำไว้เสมอว่าตัวคุณรู้สถานการณ์และความสามารถของตัวเองดีที่สุด คงพูดของคนอื่นเป็นเพียง “สายลมที่หวังดี” เท่านั้นค่ะ
  2. ลงมือทำเดี๋ยวนี้ เพราะการผลัดวันประกันพรุ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความไม่มั่นใจหรือไม่มั่นคงในเป้าหมาย  ดังนั้นจงหายจาก “โรคเลื่อน” ได้และลงมือทำทันทีค่ะ
  3. คุณเป็นเจ้าของจิตวิญญาณที่ไร้ลิมิต ใช่แล้วค่ะ..จิตใจของคนนั้นมีพลังงานมหาศาล จิตของคุณก็เช่นกัน..มันสามารถบันดาลหลายสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้  จงอย่าใช้ร่างกายเป็นกรงขังศักยภาพนั้น แต่จงใช้ร่างกายคุณเป็นเครื่องมือที่จะใช้พลังของจิตใจ ไปทำงานให้สำเร็จค่ะ
  4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง จิตใจที่แข้มแข็งอยู่ในร่างกายที่แข็งแรงค่ะ ดังนั้นท่านต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอนะคะ  คิดดูสิว่าหากเรากำลังท้อแท้แล้วเกิดป่วยขึ้นมาอีก โลกจะหดหู่แค่ไหนคิดดู!
  5. ช่วยเหลือผู้อื่น วิธีการสร้างพลังให้ตัวเองที่เห็นผลเร็วที่สุดคือการทำเพื่อคนอื่นค่ะ ดีที่สุดคือการไปทำจิตอาสา เมื่อท่านได้เป็นฝ่าย “ให้” ท่านจะได้รับพลังบวกจากการให้นั้น รอยยิ้มของผู้รับ ผลงานที่ท่านมีส่วนร่วมทำจนสำเร็จคือแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ท่านจะรู้สึกได้ถึงคุณค่าของตัวเอง จงเก็บเกี่ยวพลังนั้นกลับมาใช้ในงานค่ะ
  6. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ :  อย่ารอให้งานชิ้นใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงฉลอง เพราะคุณอาจจะต้องรอนานเกินไปค่ะ  แบ่งโปรเจ็คใหญ่ออกเป็นงานย่อย ๆ และเมื่องานย่อยแต่ละชิ้นเสร็จลงไป  ให้คุณหยุด..และชื่นชมกับความสำเร็จนั้น  แล้วดำเนินการขั้นต่อไป  นี่เป็นเคล็ดลับของคนที่ทำงานใหญ่สำเร็จค่ะ  เมื่อวางแผนภาพใหญ่เสร็จแล้ว เมื่อเริ่มลงมือทำ..เขาจะมองงานเล็ก ๆ ระหว่างทาง แล้วค่อย ๆ ทำมันให้สำเร็จทีละงาน ๆ  วิธีนี้ทำให้เรารู้สึกว่า งานไม่ได้ยากเกินไป และเราก็ทำสำเร็จมาแล้วมากมาย  เป็นแรงบันดาลใจให้ทำงานต่อค่ะ
  7. ตัดสินใจว่าท่านจะเป็น “ผู้ชนะที่มีความสุข” ข้อนี้สำคัญกว่าสิ่งอื่นค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ เคล็ดลับแบบเต็ม ๆ ถึง 12 ข้อ  บอกเลยว่าพวกเราชาว BalloonArtToGo ใช้มาแล้วทุกข้อและพบว่าได้ผลดีจึงนำมาบอกต่อนะคะ ใครนำไปใช้แล้วได้ผลอย่างไรก็อย่าลืมกลับมาบอกกันบ้าง  แต่สำหรับใครที่พบคนท้อแท้หมดกำลังใจ และอยากจะส่งรอยยิ้มถึงพวกเขา  จงอย่าลังเลที่จะเข้ามาหาซื้อลูกโป่งฟอยล์ ลูกโป่งตัวอักษร หรือลูกโป่งแฟนซีสวย ๆ จาก BalloonArtToGo นะคะ  รับรองผู้รับเห็นแล้วจะมีกำลังใจขึ้นเป็นกองเชียวค่ะ  ขอให้ทุกท่านมีความสุขนะคะ สวัสดีค่ะ

จะคิดบวกได้อย่างไร เมื่อใจเผชิญทุกข์

สวัสดีสมาชิก BalloonArtToGo ทุกท่านค่ะ หลังจากบทความที่แล้วแอดมินได้นำเสนอวิธีการทำงานแบบโฟกัสทีละงาน ๆ มาฝากกัน เลยอยากตามด้วยเรื่องที่กำลัง “อิน” กันไปทั่วทุกหัวระแหงกับชีวิตชิค ๆ ยุค 4G เช่นนี้ นั่นก็คือการ “คิดบวก” นั่นเองค่ะ  ที่มาที่ไปก็คือ จากการที่เราไปบริการจัดลูกโป่งให้กับหลาย ๆ ออฟฟิศ จึงพอจะได้ไปรู้ไปเห็นมาว่า ชีวิตของเราแต่ละคนนั้นล้วนมีทางเดินที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าคนเราทุกคนล้วนแสวงหาความสุข  แต่ความทุกข์หรือช่วงเวลาที่เลวร้ายก็เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกันค่ะ  วันนี้ BalloonArtToGo จึงมีเคล็ดลับ “การยังคงมองโลกในแง่บวก” ให้ได้ แม้ระหว่างเผชิญความทุกข์ มาฝากกันค่ะ

เคล็ดลับง่าย  ๆที่แม้แต่แอดมินเองก็ใช้อยู่เป็นประจำคือ การท่องวลีที่ว่า “มีแสงเสมอ” เอาไว้ให้ขึ้นใจค่ะ  เพราะเวลาที่เราใช้ชีวิตในที่ที่มีแสง เราจะรู้สึกสบาย สนุก เป็นอิสระ เต็มไปด้วยพลังงาน  ก็เหมือนกับชีวิตของเราเวลาที่ทุกอย่างล้วนดีงาม เรามีความสุข  ต่างจากเวลาที่ความทุกข์คืบคลานเข้ามา ซึ่งก็เปรียบเสมือนการใช้ชีวิตในที่มืดนั่นเอง เราย่อมอึดอัดคับข้อง ห่อเหี่ยว ไร้พลังงานใช่ไหมคะ

วลีที่ว่า “มีแสงเสมอ” นั้น  คิดว่าหลายท่านคงนึกภาพตามแอดมินได้นะคะ ว่าเวลาที่เราอยู่ในที่มืดโดยฉับพลัน เช่น จู่ ๆ ไฟฟ้าก็ดับ  ช่วงแรกเราก็จะตกใจ นั่งตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกและมองอะไรไม่เห็นเลย  แต่สังเกตสิคะว่าสักพัก..ดวงตาของเราก็จะชินกับความมืด และค่อย ๆ มองเห็นขึ้นตามลำดับ นั่นเพราะอะไร..นั่นเป็นเพราะรอบ ๆ ตัวเรายังมีแสงสว่างอยู่ไงคะ  อย่างน้อยก็จากแสงจันทร์และแสงดาวนั่นไง  เห็นไหมคะว่า…ในที่มืด…ก็ยัง “มีแสงเสมอ”

เหมือนกับเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตของเรา  ตอนแรกที่เราเผชิญกับมัน เราก็อึดอัด ทุกข์ ไม่สบายใจ หรืออาจจะพลอยไม่สบายกายไปด้วย  แต่สักพัก..เราก็จะชินกับความทุกข์นั้นและเริ่มปรับตัวกับมันได้ ที่สำคัญคือ..เราต้องรักษาใจของเราให้มั่นอยู่กับวลีที่ว่า “มีแสงเสมอ” แล้วพยายามมองสิ่งดี ๆ ที่ยังคงอยู่แม้ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนั้น  แอดมินเองเชื่อว่า..ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายใดในชีวิตของคนเราที่ไม่มีแง่งามซ่อนอยู่  แต่ที่เรามองไม่เห็นเพราะสมองของเรามัวแต่จมจ่อมอยู่กับความมืดน่ะสิคะ

เผชิญความทุกข์ครั้งต่อไป  ท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า “มีแสงเสมอ”  แล้วโฟกัสที่แสงสว่างมากกว่าความมืด  แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดบวกที่ได้ผลค่ะ   จำไว้ว่า…ชีวิตทุกชีวิตในโลกนี้ล้วนต้องเผชิญความมืดไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง  เมื่อทุกข์…โปรดทราบว่าท่านไม่ใช่คนเดียวที่ทุกข์ เมื่อสุข..ก็ไม่ใช่ท่านคนเดียวที่สุข  สุข-ทุกข์เป็นของคู่ที่ทุกคนต้องได้ประสบ  และเราจะเห็นคุณค่าของแสงสว่างก็ต่อเมื่อมีความมืดเข้ามาเปรียบเทียบ  จงขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้เราได้ชื่นชมกับความสุขแม้น้อยนิดค่ะ

ในที่สว่าง…เราจะมองเห็น “แสงสว่าง” ไม่ได้  เราต้องอาศัยความมืดจึงจะมองเห็นแสงสว่างจริงไหมคะ

จงช่วยกันให้กำลังใจตัวเองทุกวัน ในวันที่มีความสุขก็จงรักตัวเอง และทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิตตัวเอง  ส่วนในเวลาที่ชีวิตมีความมืดเข้ามาเยือน ก็จงเตือนตัวเองมา “มีแสงเสมอ” นะคะ  หรือถ้าอยากจะให้กำลังใจกับคนรอบตัวเวลาที่เขาต้องเผชิญกับปัญหา  ลองพิจารณาลูกโป่งน่ารัก  ๆจาก BalloonArtToGo ดูก็เป็นไอเดียที่แจ่มว้าวเลยล่ะค่ะ  และสุดท้ายอย่าลืมว่า.. BalloonArtToGo เป็นกำลังใจให้ทุกท่านเสมอนะคะ